Showing posts with label public. Show all posts
Showing posts with label public. Show all posts

Friday, August 6, 2010

วัฒนาทำฐานข้อมูลวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง

นายจรูญ มีธนาถาวร ผู้อำนวยการเขตวัฒนา กล่าวว่า เขตในฐานะหน่วยงานในสังกัด ได้ริเริ่มโครงการ "จัดทำฐานข้อมูล และให้บริการข้อมูลผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างด้วยระบบเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ Virtual Private Network (VPN)" ขึ้น โดยใช้ร่วมกับโครงข่ายโทรศัพท์ระบบ 3G เชื่อมต่อเข้าระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของสำนักงานเขต

เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างในพื้นที่ซึ่งมีอยู่ 130 วิน คิดเป็นจำนวนผู้ขับขี่รับจ้างประมาณ 1,100 คน ให้เป็นระบบ ถูกต้องและครบถ้วน สามารถให้บริการออกใบรับรอง กรณีขอเปลี่ยนรถจักรยานยนต์แก่ผู้ขับขี่รับจ้าง รวมทั้งให้บริการข้อมูลของผู้ขับขี่ในพื้นที่แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถานีตำรวจนครบาลและกรมการขนส่งทางบก

ทั้งนี้ ผู้ขับขี่รับจ้างสามารถเลือกเข้ารับบริการได้ทั้งในสำนักงานเขตและสถานที่ที่กำหนด ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทศกิจจะกำหนดสถานที่ที่เหมาะสมภายในพื้นที่เขตโดยจะออกให้บริการจัดทำฐานข้อมูล ผู้ขับขี่รับจ้างนอกสถานที่ทุกเดือนๆ ละ 1-2 ครั้ง ตั้งแต่บัดนี้ถึงกันยายน 2553 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายเทศกิจ โทร.02-3812136 ในวันและเวลาราชการ

ที่มา หนังสือพิมพ์แนวหน้า

Tuesday, December 15, 2009

มหานครมอเตอร์ไซค์

ซอกแซกสุดสัปดาห์นี้มาตามสัญญาครับ...คือจะมาเล่าถึงเรื่องราวของนครโฮจิมินห์ หรือไซ่ง่อน ต่อจากคอลัมน์ในวันธรรมดาที่ผมเขียนค้างไว้

โดยเฉพาะเรื่องราวของ "จักรยานยนต์" หรือ "มอเตอร์ไซค์" ที่ผมบอกว่า...ไซ่ง่อน...น่าจะเป็น มหานครแห่งจักรยานยนต์ เพราะมีจักรยานยนต์วิ่งไปวิ่งมาขวักไขว่ตามท้องถนนมากมายเหลือเกิน

ในเอกสารคู่มือเดินทาง ที่หัวหน้าทัวร์ของพวกเรา อาจารย์ เผ่าทอง ทองเจือ แจกให้เราก่อนขึ้นเครื่อง ระบุเอาไว้ว่า "นครโฮจิมินห์เป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ มีวิถีชีวิตของผู้คนที่ขวักไขว่ มีจักรยานยนต์วิ่งอยู่ตามท้องถนนมากที่สุดในโลก"

ก่อนเขียนคอลัมน์วันนี้ผมพยายามค้นหาอยู่หลายชั่วโมงว่าที่นี่มีมอเตอร์ไซค์มากที่สุดในโลกจริงหรือไม่? ยังไม่ปรากฏหลักฐานหรือคำตอบที่แจ้งชัดครับ

แต่ก็เชื่อได้ว่าน่าจะจริงเพราะจากตัวเลขเท่าที่ค้นเจอไซ่ง่อนเป็นนครที่มีจักรยานยนต์มากมาย ตั้งแต่ 4 ล้านคันขึ้นไปถึง 9 ล้านคัน

เหตุที่ผมใช้ตัวเลข 4-9 ล้านคันข้างต้นก็เพราะในข้อเขียนที่ฝรั่งเขียนถึงนั้นไม่ตรงกันสักราย...รายหนึ่งบอกว่า 4 ล้านคัน อีกรายว่า 5 ล้านคันเศษๆ และรายล่าสุดบอกว่า น่าจะถึง 9 ล้านคันโน่นเลย

สำหรับรายหลังออกจะเว่อร์ไปหน่อย เพราะประชาชนของโฮจิมินห์ ซิตี้ ที่สำรวจล่าสุดมีประมาณ 7 ล้านกว่าคน...ถ้ามีมอเตอร์ไซค์ 9 ล้านคันจริง ก็แสดงว่า คนเมืองนี้มีมอเตอร์ไซค์คนละคัน และบางคนอาจจะมีมากกว่า 1 คันเอาด้วย

ผมจึงเชื่อตัวเลข 4 ล้านคัน หรือ 5 ล้านคันมากกว่า เพราะแค่นี้ก็ถือว่ามากพอดูแล้ว

เวลานั่งรถออกไปตามที่ต่างๆ โดยเฉพาะช่วงหัวค่ำจะมองเห็นขบวนจักรยานยนต์ของชาวไซ่ง่อนยั้วเยี้ยเต็มไปหมด

อาจจะเป็นเพราะไซ่ง่อนมีพื้นที่การจราจรเพียง 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เทียบกับลอนดอน หรือปารีสที่มี 15 เปอร์เซ็นต์ หรือแม้แต่กรุงเทพฯ ก็ยังมีประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์..จึงทำให้การจราจรไซ่ง่อนแน่นขนัดกว่าประเทศอื่นๆ

พอไปถึงไฟแดง...เราจะได้เห็นภาพที่ไม่เคยเห็นที่บ้านเมืองอื่น แม้แต่ใน กทม.ของเรา คือภาพขบวนมอเตอร์ไซค์ติดอยู่ข้างหน้า และบางทีก็ข้างหลังเราด้วยยาวเหยียดแทบสุดลูกหูลูกตาเลยทีเดียว

ทั้งขี่เดี่ยวๆ ทั้งขี่แบบมีซ้อนท้าย ทั้งผู้หญิง ทั้งผู้ชาย และบางคันก็มีเด็กๆนั่งแทรกอยู่ตรงกลางมาด้วย

ที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งก็คือ ทุกๆคันไม่ว่าคนขี่ หรือคนซ้อนจะสวมหมวกกันน็อกทั้งหมด

มัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่พูดภาษาไทยคล่องปรื๋อ บอกพวกเราว่า เวียดนามประกาศใช้กฎหมายบังคับให้ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ต้องใส่หมวกกันน็อก เมื่อปี 2007

เขาบอกเอาไว้ก่อน 6 เดือน ให้เตรียมตัว และพอครบกำหนด 6 เดือนปุ๊บก็จับ และปรับแหลกทันทีถ้าใครไม่สวม

การเป็นประเทศสังคมนิยมก็ดีไปอย่าง ตรงที่เขาคุมกันได้อย่างเข้มข้น ไม่มีใครกล้าขัดกฎหมายใดๆทั้งสิ้น รวมทั้งกฎหมายว่าด้วยการจราจร

เราจึงเห็นคนเวียดนามสวมหมวกกันน็อกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และการขับขี่แม้จะดูฉวัดเฉวียน แต่ก็ไม่ถึงขนาดซิ่งแบบบ้านเรา--รวมทั้งเด็กหนุ่มสาวๆของเขาก็ไม่มีวี่แววว่าจะเป็นเด็กแว้นแบบบ้านเรา

เสียงมอเตอร์ไซค์ก็เบากว่า และควันก็น้อยกว่า เพราะเขาห้ามทะลวง หรือดัดแปลงท่อไอเสียอย่างเด็ดขาด

ผมออกมานั่งหน้าโรงแรมที่มีมอเตอร์ไซค์ขวักไขว่ อยู่คืนหนึ่ง ยังแปลกใจที่ไม่มีกลิ่นเหม็นน้ำมันอะไรเลย

ประเด็นที่น่าห่วงสำหรับคนต่างถิ่นอย่างเราๆก็คือ จะข้ามถนนอย่างไรดีล่ะ? เพราะตามถนนต่างๆ หรือตามแยกต่างๆ ทั้งรถยนต์ และรถมอเตอร์ไซค์ มักจะไหลมาไม่หยุด

ไกด์บอกเราว่าอย่ากลัว เมื่อตัดสินใจข้ามถนนแล้ว ขอให้กัดฟันเดินไปเรื่อยๆ รถมอเตอร์ไซค์ (หรือแม้แต่รถเก๋ง) เขาจะเลี่ยงคุณเอง หรือไม่ก็หยุดให้คุณข้ามไปก่อน

แต่ถ้าคุณหยุดเดิน หรือเดินไปแล้วหยุดกลางถนน เขาจะถือว่าคุณหยุดให้ เขาก็จะขับขี่ของเขาไปเรื่อยๆ ซึ่งจะทำให้คุณหมดสิทธิข้าม

ข้อเขียนของฝรั่งรายหนึ่งแนะนำคล้ายๆกันว่า "คุณต้องเดินข้ามถนนไปเลยอย่าหยุด ถึงเวลาจวนตัวให้มองหน้าคนขี่จักรยานเอาไว้" (ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า มองหน้าแล้วเขาจะชะลอให้หรือเปล่า--หรือจะมองเพื่อให้จำหน้าได้แม่นยำก่อนโดนชน)

ผมลองปฏิบัติตามคำแนะนำเกือบทุกข้อ

โดยเฉพาะข้อเดินไปเรื่อยๆอย่าหยุดนั้นได้ผลอย่างที่เขาบอกจริงๆแฮะ

แต่อย่าเชื่อผมมากนะครับ...ยังไงๆ ก็ขอให้ระวังๆ เอาไว้เป็นดีที่สุดสำหรับใครก็ตามที่จะไปข้ามถนน ที่ โฮจิมินห์ ซิตี้ในขณะนี้

ระหว่างอยู่ที่โน่นผมไม่เห็นคนขี่มอเตอร์ไซค์สวมเสื้อกั๊ก มีเบอร์ ส.ส. หรือเบอร์อะไรสักอย่างแบบบ้านเรา ก็เลยนึกว่าไม่มีมอเตอร์ไซค์รับจ้าง

กลับมาบ้านเปิดอ่านข้อเขียนของฝรั่งเขาบอกว่ามีแล้วก็มีเยอะเสียด้วย เขาเรียกตรงไปตรงมาว่า "มอเตอร์ไบค์ แท็กซี่"

สนนราคาก็ไม่แพงนัก นั่งซ้อนวิ่งไปวิ่งมาในตัวเมืองสั้นๆ ประมาณ 10,000 ด่อง หรือ 20 บาท เท่านั้น และจากในเมืองไปสนามบินเขาก็คิด 30,000 ด่อง หรือ 60 บาท ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกกว่าค่าแท็กซี่ทั่วๆไปราวๆครึ่งหนึ่ง

เขายังคุยด้วยว่า บรรดามอเตอร์ไซค์รับจ้างในตัวเมืองโดยเฉพาะในเขต 1 ซึ่งถือเป็นเขตเจริญสูงสุดและมีโรงแรมดีๆ ตั้งอยู่เยอะแยะนั้น...บางคนพูดภาษาอังกฤษ ได้พอสมควรทีเดียวเชียว

สำหรับท่านที่จะลองขี่มอเตอร์ไซค์เองเขาก็มีให้เช่าในหลายๆจุด...ใครอยากจะเช่าแล้วขับขี่ไปเสี่ยงดวงเองก็เชิญได้เลย สนนราคาที่เขาบอกไว้ตกประมาณ 100,000 ด่อง หรือ 200 บาท ต่อชั่วโมง

แต่ในข้อเขียนของฝรั่งรายนี้ก็ย้ำไว้ด้วยว่า ถ้าเราไม่แน่จริงอย่าดีกว่า นั่งซ้อนคนอื่นเหอะถูกกว่าและปลอดภัยกว่าเยอะ

ดีที่สุดปลอดภัยที่สุดก็ควรไปแท็กซี่ หรือแม้แต่ รถเมล์ถ้าเรารู้เส้นทาง

ครับ! ก็เป็นเรื่องราวของมหานครมอเตอร์ไซค์ "โฮจิมินห์ ซิตี้" ที่ผมยังไม่เคยเขียนถึง จึงต้องขออนุญาตกลับมาเขียนเสียให้ครบถ้วน

เขียนๆไปก็อดอิจฉาเขาไม่ได้ เพราะทั้งๆที่เขามีมอเตอร์ไซค์เยอะกว่ายั้วเยี้ยกว่า แต่เขาสามารถคุมกันได้อยู่หมัด ไม่มีข่าวเด็กซิ่ง เด็กแว้น อะไรเลย

ประเภทนัดไปแข่งเป็นแก๊งเป็นก๊วนสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านนั้น ผมถามไกด์เขาแล้วเขาบอกว่า ไม่มีแน่นอน และก็คงไม่มีใครกล้า

บ้านเมืองใดที่กฎหมายเป็นกฎหมาย แม้จะยั้วเยี้ยวุ่นวายแค่ไหน เขาก็คุมกันอยู่...ส่วนบ้านเมืองที่กฎหมายเป็นกฎหมัน ก็อย่างที่เห็นๆนี่แหละครับ

เมื่อวานนี้เองมั้ง สถานีวิทยุ สวพ.91 เขาแถลงว่า ถนนที่ชาวบ้านโทรศัพท์มาร้องเรียนมากที่สุดว่ามีวัยรุ่นใช้เป็นสนามแข่งรถยนต์ และรถจักรยานยนต์นั้น ได้แก่ ถนนเกษตร–นวมินทร์ ซึ่งมีการแข่งถึง 913 ครั้ง ตั้งแต่ 1 ม.ค. 52-30 พ.ย. 52

สงสัยจะต้องยืมตัวผู้บัญชาการตำรวจนคร โฮจิมินห์มาช่วยราชการไทยในตำแหน่งผู้บัญชาการ ตำรวจนครบาลแบงค็อกไทยแลนด์ สัก 3 เดือนละมั้งเนี่ย เผื่อจะปราบเด็กแว้นได้ราบคาบอย่างเขาบ้าง.

เพิ่มเติม http://www.thairath.co.th/

Friday, November 13, 2009

บ.กลางฯพร้อมขายจยย.เจ้าเดียว

บริษัทกลางพร้อมเต็มร้อยรับประกันรถจักรยาน ยนต์เจ้าเดียว ยันรับประกันไม่มีปัญหา มีระบบออนไลน์เรียลไทม์รองรับลูกค้า 10 ล้านกรมธรรม์ ส่วนสินไหมปรับวิธีจ่ายเงินตาย-พิการเร็วขึ้น ตั้งตัวแทนคุณภาพรับเคลมจากผู้ประสบภัยโดยตรงพร้อมสั่งจ่ายผ่านตัวแทนภายใน 7 วัน ไม่ต้องมารับที่สาขาเหมือนอดีต เริ่ม 1 มกราคม 53 พร้อมขยายรณรงค์ป้องกันอุบัติภัยบนท้องถนน

ในจังหวัดเกิดอุบัติเหตุสูง ลดสินไหมทั้งระบบ นายสมพร สืบถวิลกุล กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า หากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจ ประกันภัย (คปภ.) ให้บริษัทกลางรับประกันภัย พ.ร.บ. รถจักรยานยนต์เพียงบริษัทเดียว บริษัทมีความพร้อมที่จะเข้าไปดำเนินการแม้ว่าจำนวนลูกค้าที่จะต้องดูแลจะเพิ่มขึ้นมาก ตามจำนวนกรมธรรม์รถจักรยานยนต์ ของทั้งระบบที่มีอยู่ประมาณ 10 ล้าน กรมธรรม์ที่จะไหลมาอยู่กับบริษัทเทียบ กับ 3.6 ล้านกรมธรรม์ที่รับประกันในปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี ระหว่างนี้บริษัทได้เตรียม ความพร้อมใน 2 จุดใหญ่คือด้านรับประกันภัยและด้านสินไหมทดแทนในส่วน รับประกันภัยไม่มีปัญหาเนื่องจากระบบการรับประกันภัยในปัจจุบันผ่านระบบออนไลน์แบบเรียไทม์ทั่วประเทศอยู่แล้ว มี 2 ช่องทางคือรับประกันภัยผ่านอินเตอร์เน็ต (E-Policy : อี-โพลิซี) และผ่าน เครื่องออกกรมธรรม์อัตโนมัติ (PVR) สัดส่วนยอดขายระหว่าง 2 ช่องทางนี้ 50 : 50 แต่ในอนาคตยอดขายผ่านช่องทางอี-โพลิซีจะมากกว่าเพราะบริษัทอื่นที่ต้อง การขายกรมธรรม์ประกันภัยรถจักรยาน ยนต์ ซึ่งจะต้องมารับกรมธรรม์จากบริษัท ไปขายจะมีระบบคอมพิวเตอร์รองรับการขายของตัวแทนมากกว่าเครื่อง PVR

ส่วนด้านสินไหมทดแทนในแง่ครือข่ายโรงพยาบาลที่มีอยู่ 1,109 แห่งรอง รับบริการได้เพียงพอเพราะครอบคลุมเกือบทั่วประเทศ แต่จะปรับปรุงด้านการจ่ายค่าสินไหมทดแทนกรณีเสียชีวิตและทุพพลภาพถาวรให้ผู้ประสบภัยได้รับเงินชดเชยเร็วที่สุด ซึ่งจากสถิติประกัน พ.ร.บ. ทั้งระบบมีผู้ประสบภัย 300,000-400,000 รายต่อปีในจำนวนนี้เสียชีวิต 12,000 คน พิการ 20,000-30,000 คน

ภายใต้การปรุบปรุงจะให้ตัวแทนจำนวนหนึ่งมาอบรมเป็นตัวแทนคุณภาพทำหน้าที่รับคำร้องเรียกร้องค่าชดเชยจาก ทายาทผู้ประสบภัยทั้ง 2 กรณีหลังจากนั้น จะคีย์ข้อมูลเข้าคอมพิวเตอร์ซึ่งจะออนไลน์เข้าสู่ส่วนกลาง ซึ่งจะพิจารณาจ่ายค่า สินไหมเบื้องต้นและโอนเงินผ่านธนาคารเพื่อจ่ายให้กับผู้ประสบภัยภายใน 7 วัน

“ในเรื่องค่าเสียหายเบื้องต้นกรณีบาดเจ็บไม่มีปัญหา เคลียร์กับโรงพยาบาล ได้ทันที ไม่เหมือนตายกับพิการ นโยบายของเราคือจ่ายให้ทันงานศพ ระบบเดิมที่ทำอยู่อย่างกรณีตายเราจ่ายภายใน 3 วัน ส่วนพิการภายใน 7 วันนับแต่ตั้งเบิกเพียง แต่ลูกค้าต้องมารับที่สาขาบริษัทกลางส่วนใหญ่จะอยู่ในตัวเมือง แต่รูปแบบใหม่สามารถรับได้ที่ตัวแทนคุณภาพจะกระจายอยู่ในตำบลหรืออำเภอต่างๆ ซึ่งจะสะดวกกว่ามาก”

นายสมพร กล่าวว่า โครงการตัว แทนคุณภาพจะเริ่มให้บริการวันที่ 1 มกราคม 2553 นี้พร้อมกับความคุ้มครองใหม่ของประกันภัยพ.ร.บ. เบื้องต้นจะมีตัวแทน คุณภาพ 200 คนโดยมีเป้าหมายเพิ่มเป็น 500 คนภายในสิ้นปี 2553 จากตัวแทนทั้ง หมดประมาณ 3,000 คน

นายสมพร ยังกล่าวถึงกรณีบริษัทประกันภัยจะต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มให้กับบริษัทกลางฯ เป็นไม่เกิน 16% ของเบี้ยประกันภัยพ.ร.บ.ทั้งระบบ (ไม่รวมเบี้ยรถจักรยานยนต์) จากเดิมจ่ายอยู่ในอัตรา 2.25% ต่อปีซึ่งจะเริ่มเก็บที่ 10% ก่อนในเดือนมกราคม 2553 นี้ว่า ตามที่คาดการณ์กันว่าปีนี้เบี้ยประกันพ.ร.บ.รถประเภทอื่นจะอยู่ประมาณ 7,000 ล้านบาท เก็บเงินสมทบ 10% เท่ากับ 700 ล้านบาท เป็นเงินชดเชยก้อนใหม่ที่บริษัทกลางจะได้รับ ขณะที่การเพิ่มความคุ้มครองประกันพ.ร.บ.ซึ่งจะทำให้อัตราค่าสินไหมทด แทน (Loss Ratio) รถจักรยานยนต์ทั้งระบบเพิ่มขึ้นเป็น 133-135% จาก 83% หรือจะขาดทุนเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1,000-1,200 ล้านบาทต่อปีเท่ากับเงินสมทบที่ได้เพิ่มมายังไม่พอรองรับผลขาดทุนยังมีส่วนต่างอยู่อีกประมาณ 500 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี บริษัทกลางต้องพยายาม บริหารจัดการเพื่อลดความเสียหาย ลดผลขาดทุนให้น้อยลงโดยจะเพิ่มการรณรงค์ป้องกันอุบัติภัยและอุบัติเหตุบนท้องถนนเจาะจงลงไปในพื้นที่ที่มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุสูงจากเดิมไม่ได้เจาะจงพื้นที่ โดย พื้นที่เป้าหมายคือกรุงเทพมหานคร สมุทร ปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงครามและหัวเมืองใหญ่ อาทิ เชียงใหม่ ขอนแก่น ตาก เพชรบูรณ์ เป็นต้น อาจจะใช้งบประมาณมากขึ้นแต่น่าจะคุ้มค่า

เพิ่มเติม หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ

เปิดเวทีถกผุดทางมอเตอร์ไซค์ยาว4กม.

พิษณุโลก - อบจ.เมืองสองแควถกหน่วยงานราชการ พิจารณาร่างแบบสอบถามความคิดเห็นประชาชน ทำช่องทางรถจักรยานยนต์เส้นทางพิษณุโลก-หล่มสัก ระยะทาง 4 กม.คาดใช้งบฯ 20 ล้านบาท

ที่ห้องประชุมสุพรรณกัลยา อบจ.พิษณุโลก นายเศรษฐา กิตติจารุรักษ์ ส.อบจ.เมืองพิษณุโลก ประธานกรรมการคมนาคมและปิโตรเลียม สภา อบจ.พิษณุโลก ได้ประชุมหน่วยงานราชการ เพื่อร่วมพิจารณาร่างแบบสอบถามความคิดเห็นของประชาชน ในการทำช่องทางรถจักรยานยนต์ บนถนนสายพิษณุโลก-หล่มสัก ตั้งแต่แยกเรือนแพถึงแยกอินโดจีนระยะทาง 4.1 กิโลเมตร มีนายทรงธรรม ฐิติปุญญา รองนายก อบจ.พิษณุโลก ปฏิบัติหน้าที่แทน นายก อบจ.พิษณุโลก และหัวหน้าส่วนราชการ อาทิ สำนักทางหลวงพิษณุโลก สถิติจังหวัดพิษณุโลก ตำรวจ เทศบาล ร่วมประชุม

นายเศรษฐา กิตติจารุรักษ์ ส.อบจ.เมืองพิษณุโลก กล่าวว่า ในฐานะสมาชิกสภาจังหวัดพิษณุโลก ได้เล็งเห็นถึงความปลอดภัยของผู้ใช้รถจักรยานและรถจักรยานยนต์ ที่มักประสบอุบัติเหตุเป็นประจำ จึงคิดโครงการช่องทางรถจักรยานยนต์ขึ้นมา บนทางหลวงหมายเลข 12 หรือพิษณุโลก-หล่มสัก ระยะทาง 4,100 เมตร ขณะนี้ทางหลวงพิษณุโลกได้ออกแบบให้ เป็นช่องทางสำหรับรถจักรยานความกว้าง 3 เมตร ทำสองด้านทั้งขาไปและขากลับ ให้สำหรับรถจักรยานและรถจักรยานยนต์วิ่ง ส่วนรถยนต์วิ่งช่องทางด้านกลางตามเส้นทางปกติ

สำหรับขั้นตอน ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบถามความคิดเห็นจากภาคประชาชน โดยสำนักงานสถิติจังหวัดพิษณุโลก คาดว่าหากประชาชนเห็นด้วยกับโครงการนี้ ก็จะใช้งบประมาณเบื้องต้น 20 ล้านบาท ทั้งนี้ เม็ดเงินดังกล่าวจะมาได้จากสองช่องทาง ทางแรกมาจากงบประมาณจากส่วนกลางที่ให้ ส.ส.ในพื้นที่ช่วยของบจากรัฐบาลมาก่อสร้าง และอีกทางหนึ่งมาจากการนำเสนอฝ่ายบริหารผ่านทางสภา อบจ.พิษณุโลก

เพิ่มเติม หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Monday, November 9, 2009

พบกับการปรากฏโฉมของ 3 สุดยอด “มอไซค์...มังกี้” ยนตรกรรมอัจฉริยะของญี่ปุ่น ในงาน FUYUSHIMA BY ASAHI SUPER DRY

พบกับการปรากฏโฉมของ 3 สุดยอด “มอไซค์...มังกี้” ยนตรกรรมอัจฉริยะของญี่ปุ่น ในงาน FUYUSHIMA BY ASAHI SUPER DRY เทศกาลเบียร์กลางสายลมหนาวสไตล์เกาะญี่ปุ่น 26 พ.ย. – 2 ธ.ค. ศกนี้ ณ บริเวณลานสยามดิสคัพเวอรี่

เบียร์อาซาฮี ซุปเปอร์ ดราย เอาใจคนไทยทีชื่นชอบรถมอเตอร์ไซค์ไซส์จิ๋วแต่สมรรถนะคับแก้วอย่าง “มอเตอร์ไซค์ มังกี้” โดยได้รวมรวมสุดยอดไฮไลท์รุ่นหายาก และตกแต่งแบบเต็มพิกัด อาทิ มังกี้บาจา รุ่นพิเศษ Africa Twin มีคันเดียวในเมืองไทย มังกี้ FTR มังกี้ Gold มังกี้ Silver และ มังกี้ 40th มารวมไว้ในกิจกรรม Japanese Retro Bike “จากคุณภาพการออกแบบ...สู่ความอมตะ” ทุกวันเสาร์ ระหว่างวันที่ 26 พ.ย. – 2 ธ.ค. ศกนี้ ในงาน FUYUSHIMA BY ASAHI SUPER DRY เทศกาลเบียร์กลางสายลมหนาวสไตล์เกาะญี่ปุ่น ณ บริเวณลานศูนย์การค้าสยามดิสคัพเวอรี่ ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสรถมอเตอร์ไซค์ญี่ปุ่นสุดคลาสสิก ที่ถูกสร้างสรรค์ให้มีสมรรถนะทัดเทียมกับรถมอเตอร์ไซค์ระดับสุดยอดจากซีกโลกตะวันตก กับขนาดที่เล็กกว่า ที่หาดูได้ยากหลากหลายรุ่นจากกูรูนักสะสมชาวไทย

“มอเตอร์ไซค์ มังกี้ หรือเจ้าลิงน้อยทรงเพรียว” มีประวัติความเป็นมาที่น่าทึ่ง ที่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาและอัจฉริยะของชาวญี่ปุ่น ในการสร้างสรรค์ยนตกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ และมากด้วยประสิทธิภาพการขับขี่ ที่ไม่น้อยหน้าซีกโลกตะวันตก เรื่องราวของเจ้าลิงน้อยมังกี้เริ่มต้นในปี ค.ศ. 1961 ( พ.ศ. 2504 ) ในโรงงานผลิตมอเตอร์ไซด์ฮอนด้า ประเทศญี่ปุ่นโดยที่พนักงานในโรงงานได้นำเครื่องยนต์และอุปกรณ์ต่างๆ ของมอเตอร์ไซด์ที่ผลิตอยู่ในสายการผลิตมาลองใส่ในตัวถังขนาดเล็กที่ทำขึ้นมาใหม่เพื่อ ทำให้เป็นมอเตอร์ไซด์ขนาดจิ๋วย่อส่วนไว้ขับขี่เล่นในยามว่าง หรือ นำพาติดรถไปขับขี่พักผ่อนนอกสถานที่ได้ โดยนำเอาเครื่องยนต์ 4 จังหวะ ขนาด 50 ซีซี,ไฟส่องทาง,ชุดคันเร่ง,มือเบรค จากฮอนด้าคันใหญ่มาใช้ ส่วนตัวโครงและชิ้นส่วนโลหะอื่นๆ ใช้เศษโลหะที่เหลือจากการผลิตมอเตอร์ไซด์คันใหญ่มาทำ แล้วตกแต่งให้สวยงามโดยให้ สีตัวโครงเป็นสีแดง ถังน้ำมันสีขาว ตัดกันอย่างลงตัว แล้วใส่ล้อจิ๋วขนาดเล็กเพียง 5 นิ้ว แล้วตั้งชื่อมอเตอร์ไซด์ คันน้อยนี้ว่ารุ่น "แซด ร้อย" Z100 ในเวลานั้นยังไม่ใครนึกถึงชื่ออื่น Z100 ขับวิ่งเล่นครั้งแรกในสวนหย่อม ทามา เทค "Tama Tech" และก็เป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่ได้ลองขับขี่ว่า ขี่สนุก ผู้ที่เห็นรูปร่างมอเตอร์ไซด์จิ๋วคันนี้แล้วจินตนาการได้เหมือนกันว่า เหมือนกับลิงผอมตัวยาวๆ ที่แฝงไว้ด้วยความซุกซน จนมอเตอร์ไซด์จิ๋วคันนี้ ถูกเรียกชื่อกันติดปากและรู้จักกันภายในอย่างไม่เป็นทางการว่า "มังกี้" ที่ดูยังไง ยังไง ก็เหมือน "ของเล่น" มากกว่าเป็นมอเตอร์ไซด์ พลาดไม่ได้กับการเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ที่ยากจะได้พบ ในเทศกาลเบียร์กลางสายลมหนาวสไตล์เกาะญี่ปุ่น กับ Asahi Super Dry

เพิ่มเติม http://www.newswit.com/

Tuesday, October 20, 2009

งาน The 2nd Bangkok Motorbike Festival 2010

งานเทศกาลเพื่อคนที่หลงไหลในรถจักรยานยนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

งานที่รวบรวมรถจักรยานยนต์ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ ทุกซีซี ทุกปี ทุกประเภท เอาไว้ในงานเดียว ณ เซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างวันที่ 28-31 มกราคม 2553

จัดเต็มพื้นที่ตั้งแต่ลานหน้าห้างที่จะกลายเป็นลานจอดรถมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ จนถึงพื้นที่ด้านในห้างชั้น 1 จนถึงชั้น 7 พบกิจกรรมมากมายสำหรับผู้ที่ชื่นชอบในรถมอเตอร์ไซค์อาทิเช่น

- พบกับการออกบูธของค่ายรถมอเตอร์ไซค์ชั้นนำของเมืองไทย ซึ่งจะนำนวัตกรรมรถรุ่นใหม่ล่าสุดมาเปิดตัวภายในงาน ทั้งแบรนด์ทางฝั่งตะวันตกอย่าง Harley-Davidson, Triumph, Ducati, BMW, Can-am Spyder, Sachs และค่าผู้ผลิตจากฝั่งตะวันออกอย่าง Honda, Yamaha, Kawasaki, Tiger โดยภายในงานยังมีกิจกรรมส่งเสริมการขายมากมายให้กับผู้ที่สนใจขี่รถมอเตอร์ไซค์คันใหม่กลับบ้าน

- พบกับร้านค้าอุปกรณ์ตกแต่ง, เครื่องแต่งกาย, เครื่องป้องกัน และอะไหล่ จากผู้ผลิตและผู้นำเข้า ซึ่งจะรวมรวมสินค้าหลากหลายเอาไว้ในที่แห่งเดียว ให้ชาวไบค์เกอร์ได้เลือกซื้อสินค้ากันได้อย่างจุใจ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ในราคาพิเศษสุดๆจากร้านที่เข้าร่วมแสดงสินค้า

- พบกับทีมสตั๊นท์ที่จะมาแสดงการขับขี่มอเตอร์ไซค์ผาดโผน ณ บริเวณลานหน้าห้าง Central World วันละ 2 รอบ ในเวลา 17.00 น. และ 19.00 น.

- พบกับเวทีสนทนาจากเหล่านักขี่ผู้มีชื่อเสียงในวงการรถมอเตอร์ไซค์ของเมืองไทย, ช่างซ่อมรถชั้นเซียน และเจ้าของค่ายรถที่จะมาบอกเล่าถึงรถรุ่นใหม่ล่าสุดที่นำมาอวดโฉมภายในงาน

- พบกับนิทรรศการศิลปะจากศิลปินที่หลงใหลในรถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งจะนำผลงานศิลปะต่างๆที่ได้สร้างสรรค์ไว้มาจัดแสดงโชว์ในชั้นต่างๆของห้าง Central World และโซนการแสดงนิทรรศการภาพ Sense of Journey ในบริเวณชั้น 6

- พบกับรถมอเตอร์ไซค์ของเหล่าคนดังของเมืองไทย ที่จะนำรถสุดรักมาจัดแสดงในบริเวณชั้นต่างๆภายในห้าง และมุมรวบรวมรถมอเตอร์ไซค์จากคนดัง 12 ท่าน ณ บริเวณลาน Celebrities Bike ชั้น 5 โซน Atrium

- พบกับการรวมรวมเอาสุดยอดรถมอเตอร์ไซค์ที่ผ่านการโมดิฟายในระดับแนวหน้า ทั้งรถในสไตล์ Chopper, Sport, Touring, Big Scooter, Naked, Motocross ซึ่งจะนำมาจัดแสดงในมุมของ Ultimate Custom Bike ณ บริเวณชั้น 3 โซน Eden

- พบกับรถมอเตอร์ไซค์โบราณที่หาชมได้ยากในยุคปัจจุบัน บางคันมีอยู่เพียงคันเดียวในทวีปเอเซีย บางคันมีเงินแต่ไม่สามารถหาซื้อได้ ซึ่งทุกคันถูกดูแลจากเจ้าของรถเป็นอย่างดี โดยได้รับการสนับสนุนรถจาก ชมรมอนุรักษ์และพัฒนาจักรยานยนต์โบราณไทย ภายใต้ มูลนิธิอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทยในพระบรมราชูปภัมป์

- พบกับรถจักรยานยนต์นำขบวนกองเกียรติยศ และผู้นำประเทศ ที่จะนำมาจัดแสดงให้ชมอย่างใกล้ชิด โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล 3 เป็นผู้คอยให้ข้อมูลแก่ผู้ที่สนใจ ซึ่งรถที่ถูกนำมาเข้าประจำการในปัจจุบันมีหลากหลายยี่ห้อ และถูกนำมาใช้ในภารกิจที่แตกต่างกัน สามารถแวะชมได้ที่บริเวณโถงกลางห้าง ชั้น 1 Central Court

- Your Fist Friend เพื่อนคนแรกของนักท่องเที่ยว พบกับการปฏิบัติหน้าที่และยานพาหนะของเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว ที่คอยให้บริการแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งนำข้อมูลการให้บริการในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ และยานพาหนะสองล้อที่สามารถนำมาใช้ร่วมในการปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นอย่างดี

- พบกับการเดินแฟชั่นโชว์จากแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำของโลก ซึ่งจะขนเอาบรรดาสุดยอดนายแบบ,นางแบบ มาสวมใส่ชุดในสไตล์ไบค์เกอร์ พร้อมกับร้านจำหน่ายเสื้อผ้าสไตล์ Street Wear ที่คัดสรรมาจากแหล่งชอปปิ้งชั้นนำ มารวมไว้ในบริเวณลานหน้าห้าง Central World

- พบกับลานเบียร์ขนาดใหญ่หน้าห้าง Central World ที่จะเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์กันระหว่างเพื่อนพ้องชาวไบค์เกอร์ พร้อมกับฟังดนตรีสด จากวงดนตรีมืออาชีพระดับแนวหน้าจากร้านดัง ที่จะมาเขย่าความมันกันตั้งแต่ หัวค่ำจนถึงเที่ยงคืนของทุกวัน

- พบกับกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศด้วยรถจักรยานยนต์ ที่จะนำเอาผู้สื่อข่าวหนังสือมอเตอร์ไซค์ระดับโลกชาวต่างชาติ ร่วมขับขี่กับนักขี่ชาวไทย ท่องไปในเส้นทางท่องเที่ยวในภาคเหนือ ลัดเลาะผ่านหุบเขาในช่วงหน้าหนาว เรื่อยมาจนมาจบที่งาน Bangkok Motorbike Festival ในวันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม 2553 สามารถติดตามรายละเอียดและเส้นทางการขับขี่ได้ที่ www.bangkokmotorbikefestival.com

งานนี้เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ซึ่งทุกท่านสามารถนำรถมอเตอร์ไซค์สุดรักมาจอดในบริเวณลานจอดหน้าห้าง เซ็นทรัลเวิลด์ สำหรับรถบิ๊กไบค์และคลาสสิคไบค์ และลานจอดหน้า ออฟฟิศ ทาวเวอร์ สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ทั่วไป

ห้ามพลาดกับงานยิ่งใหญ่ระดับโลก ที่จัดขึ้นเพียงปีละครั้ง เพื่อคนที่หลงไหลในรถมอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะ

เพิ่มเติม www.newswit.com

Tuesday, September 22, 2009

ศก.ส่งสัญญาณฟื้นตัว ตลาดแมงกาไซค์ยิ้มรับ

ตลาดรวมรถจักรยานยนต์เริ่มฟื้นตัวจากปัจจัยเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น เอ.พี.ฮอนด้าปรับเป้าตลาดรวมปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 1.47 ล้านคัน พร้อมเปิดตัวรถสกู๊ตเตอร์ใหม่ 49 กม./ลิตร กระทุ้งยอดขายให้เป็นไปตามเป้าหมายถึงสิ้นปีนี้

นายเซนจิโร่ ชากุราอิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่าจากปัจจัยบวกตางๆ ทีส่งสัญญาณให้สภาพตลาดรถจักรยานยนต์ในครึ่งปีหลังกลับมาเริ่มสดใสและค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นอย่างช้าๆ ซึ่งบริษัทได้มีการปรับการคาดการณ์ตลาดรวมรถจ้กรยานยนต์ในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 1,470,000 คัน จากเดิมเมื่อต้นปีที่ได้คาดการณ์ 1,350,00 คัน ขณะที่ปัจจัยสำคัญส่งผลให้ยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ดีขึ้นจะมาจากการที่บริษัทผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศได้ผลักดันกลยุทธ์การตลาด สร้างสรรค์และพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ออกมาโดยตลอด เช่น เมื่อครั้งการประกาศเปลี่ยนยุคแห่งการขับขี่การสู่ยุคหัวฉีดเมื่อต้นปีที่ผ่านมา อีกทั้งสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น ส่งผลให้ตลาดรถจักรยานยนต์เริ่มกลับมาสู่สภาวะปกติอีกครั้ง

"หลังจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในสหรัฐเข้าสู่วิกฤตการณ์ในช่วงเดือนกันยายนปีที่แล้ว อุตสาหกรรมทุกประเภทต่างได้รับผลกระทบเช่นกัน รวมไปถึงตลาดรถจักรยานยนต์ในไทยก็ได้รับผลกระทบด้วย โดยได้รับผลกระทบหนักในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2551 ขณะนั้น ตลาดรวมมียอดขายหดตัวถึง 17% เมื่อเทียบกับปี 2550 ที่ผ่านมา"

อย่างไรก็ตามอัตราการเติบโตของตลาดรถจักรยานยนต์ที่เคยเป็นมาในอดีต อาจะไม่เป็นอย่างที่เคย เนื่อจากความต้องการของลูกค้าที่จะซื้อรถจักรยานยนต์อาจมีความเปลี่ยนแปลงไปแต่บริษัทยังเล็งเห็นถึงบทบาทของรถจักรยานยนต์ที่มีส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคในการใช้รถ

ขณะเดียวกันบริษัทได้เปิดตัวรถจักรยานยนต์สกู๊ตเตอร์ เอ.ที."ฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ" เสริมความต้องการตลาดในทุกๆ เซ็กเมนต์ ที่โรงงานไทยฮอนด้าเป็นผู้ผลิตรุ่นนี้ และนอกจากจะจำหน่ายในประเทศไทยแล้วยังทำการผลิตและส่งออก ไม่เพียงเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนเท่านั้น รวมไปถึงประเทศญึ่ปุ่น ยุโรป สหรัฐ และออสเตรเลียอีกด้วย

สำหรับเครื่องยนต์ของรถจักรยานยนต์สกู๊ปปี้ ไอ ยังคงใช้เทคโนโลยีหัวฉีด PGM-FI ขนาด 110 ซีซี 4 จังหวะ มีอัตราการบริโภคน้ำมันประหยัดมากถึง 49 กิโลเมิตร/ลิตร ค่าไอเสียผ่านมาตรฐานระดับ 6 สามารถใช้น้ำมัน E20 ได้พร้อมรับประกันคุณภาพหัวฉีดนานถึง 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร

"ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาตลาดรถจักรยานยนต์สกู๊ตเตอร์ เอ.ที.ในประเทศไทย มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว จนมีอัตราส่วนแบ่งในตลาดรถจักรยานยนต์ถึง 50% เหตุเพราะรสนิยมของผู้บริโภคมีความหลากหลายเพิ่มมากขึ้น หัวใจสำคัญของผู้บริโภคที่เลือกใช้ คือ ง่าย สะดวกและสบาย"

ส่วนราคาจำหน่ายรถจักรยานยนต์สกู๊ตเตอร์ ออนด้า สกู๊ปปี้ ไอ เคาะราคาจำหน่ายที่ 44,300 บาท ตั้งเป้าหมายยอดจำหน่ายที่ 150,000 คัน/ปี พร้อมแคมเปญพิเศษสำหรับผู้ที่ซื้อรถจักรยานยนต์ดังกล่าว 10,000 คันแรก รับชุดของขวัญ Scoopy I Collection แจ๊คเกตและหมวกกันน๊อคสีเดียวกับตัวรถ ตั้งแต่วันนี้ - 15 ตุลาคม 2552

"การเปิดตัวรถดังกล่าวบริษัทมั่นใจได้ว่าจะสามารถช่วยกระตุ้นให้ยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ของบริษัทกลับมาได้อีกครั้งในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ โดยยอดจำหน่ายของบริษัทถึงสิ้นปีนี้คาดการณ์ว่าจะมียอดจำหน่ายกว่า 1 ล้านคัน พร้อมกันนี้บริษัทมีแผนการที่จะเปิดตัวอีก 1 รุ่น คือ รถจักรยานยนต์สกู๊ตเตอร์ฮอนด้า PCX ในช่วงปลายปีนี้ เป็นการสอดรับกระตุ้นตลาดให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง"

ที่มา หนังสือพิมพ์ดอกเบี้ยธุรกิจ

Sunday, September 20, 2009

ไบค์วีค"09พร้อมรบ ระดมฮาร์เลย์พันคัน ปิด"สยามฯ"จัดงาน

นายชัยภัฎ จันทร์วิไล ประธานคณะบุคคล บี.บี.ดับบลิว กรุ๊ป ผู้จัดงานสยาม อินเตอร์เนชั่นแนล ไบค์ วีค 2009 เปิดเผยว่า งานจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน 2552 บริเวณสยามสแควร์ วัตถุประสงค์ก็เพื่อรวบรวมนักขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ ฮาร์เลย์-เดวิดสันกว่า 3 พันคันจากชาติต่างๆ เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวรวมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้ดีขึ้น และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับกรุงเทพฯ

นายชัยภัฎกล่าวว่า ในงานนี้จะมีการจัดเทิดพระเกียรติองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยขบวน มอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์-เดวิดสันของนักขับขี่ชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวน 250 คัน เป็นสีธงชาติไทย เรียกว่านิทรรศการรถ "อัศวิน" เพื่อแสดงประวัติรถมอเตอร์ไซค์ ฮาร์เลย์-เดวิดสันที่เคยเป็นรถนำขบวนเสด็จ

นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจเป็นจำนวนมาก เช่น งาน HD. Legend V.I.P. Dinner โดยจัดขบวนแห่รถมอเตอร์ไซค์ ฮาร์เลย์-เดวิดสัน รุ่นคลาสสิก ที่มีอายุกว่า 50 ปีมาแสดงถึงศักยภาพของรถที่มีโครงสร้างสวยงามมีเสน่ห์ไม่เสื่อมไปตามกาลเวลา อีกทั้งยังแข็งแรงคงทนและทรงพลัง การจัดกิจกรรม Hall of Fame ประกาศรายชื่อผู้มีชื่อเสียงและมีเกียรติในสังคม

"ฮาร์เลย์-เดวิดสันเป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกมายาวนาน ในแง่ความสง่างาม ความคลาสสิกเสียงดังกระหึ่มน่ายำเกรง มีเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวจึงทำให้เป็นที่นิยมแพร่หลายไปทั่วโลก เคยเป็นรถมอเตอร์ไซค์นำขบวนเสด็จในหลวง ส่งผลให้ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ครอบครองรถมอเตอร์ไซค์ ฮาร์เลย์-เดวิดสันกว่า 10,000 คัน"

นายชัยภัฎกล่าวเพิ่มเติมว่า งานสยาม อินเตอร์เนชั่นแนล ไบค์ วีค 2009 ขึ้นโดยมุ่งหวังให้เป็นงานเทศกาลรถมอเตอร์ไซค์ ฮาร์เลย์-เดวิดสันครั้งยิ่งใหญ่ระดับสากลและจัดขึ้นเป็นประจำต่อเนื่องทุกปี ซึ่งภายในงานจะมีกิจกรรมประกวดแข่งขัน เพื่อสร้างสีสัน ความสนุกสนานภายในงาน เช่น ประกวด Miss Siam International Bike Week 2009 คือการประกวดหาสาวสวย มั่นใจ ดูดีมีเสน่ห์ อายุระหว่าง 19-29 ปี ชิงรางวัลเงินสด 1 แสนบาท และของรางวัล การประกวด Mr.Young at Heart การประกวดหาหนุ่มใหญ่ไฟแรง แก่แต่เก๋า ผู้มีใจรักมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์-เดวิดสัน การประกวดรถมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson ในรุ่นต่างๆ เช่น Best of Classic Bike, Best of Custom Bike และ Best of Stock Bike Dress การประกวด Best of Character เนื่องจากเสียงท่อไอเสียเป็นเสียงกระหึ่ม น่าเกรงขาม เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ดังนั้นทางคณะทำงาน B.B.W. Group จึงจัด การประกวดเสียงท่อไอเสียเพื่อแสดงถึงสมรรถนะของเครื่องยนต์ฮาร์เลย์-เดวิดสัน ที่ทรงพลัง แข็งแรง คงทนไม่เสื่อมคลาย

ส่วนกิจกรรมบันเทิงต่างๆ Big Surprise สำหรับผู้เข้าชมงาน และเข้าร่วมงาน ร่วมลุ้น ! รถมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson รุ่น Sportster ปี 2010 คันแรก และคันเดียวของประเทศไทย ที่บินลัดฟ้ามาให้ผู้โชคดีจากการจับรางวัลได้เป็นเจ้าของเพียงคนเดียวในประเทศไทย การแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปินชั้นนำ ทุกสไตล์เพลง ฟังกันได้ทุกเพศทุกวัย ทั้งสไตล์พ็อป ร็อก และอื่นๆ อีกมากมาย เกมสนุกสนานต่างๆ สำหรับสิงห์นักขับโดยเฉพาะ

เพิ่มเติม หนังสือพิมพ์ประชาชาติ

มอ"ไซค์อินเดียจีบซัพพลายเออร์ไทย หวังยกระดับ"รอยัลเอ็นฟิลด์"เดินเครื่องลุยตลาดโลก

นายเวงกี้ แพดมานาบัน ประธานบริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัทรอยัล เอ็นฟิลด์ ผู้ผลิตและจำหน่ายรถจักรยานยนต์แบบคลาสสิกจากประเทศอินเดียกล่าวว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างขั้นตอนการเจรจาหาซัพพลายเออร์ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย เพื่อจัดหาและผลิตชิ้นส่วนกว่า 160 รายการป้อนให้กับบริษัทเพื่อผลิตรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ "รอยัล เอ็นฟิลด์" ณ เมืองเชนไน ประเทศอินเดีย

สำหรับการเข้ามาหาซัพพลายเออร์ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการชาวไทยครั้งนี้ เนื่องจากบริษัทเล็งเห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของผู้ประกอบการชาวไทยที่ขึ้นชื่อ และ ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ชั้นนำของโลกหลายรายประกอบกับภาษีส่งออกชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์จากไทยไปอินเดียไม่สูงมากนัก รวมถึงระยะเวลาการขนส่งจากไทยไปยังโรงงานที่อินเดีย เมื่อเทียบกับการขนส่งภายในอินเดียนั้นก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก

บริษัทหวังว่าการเข้ามาหาซัพพลายเออร์ชาวไทยจะช่วยให้บริษัทสามารถพัฒนาคุณภาพของสินค้า และช่วยเพิ่มสัดส่วนการส่งออกไปในตลาดหลักๆ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักรหรือเยอรมนีได้ โดยปัจจุบันบริษัทมีการส่งออกปีละ 2,000 คัน คิดเป็นแค่ 4% ของยอดการผลิตเท่านั้น

ส่วนการเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยนั้นอยู่ระหว่างการเจรจาหาดิสทริบิวเตอร์ที่จะเป็นตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย แต่ยังติดที่ภาษีนำเข้าสำหรับรถจักรยานยนต์ ซีบียูในประเทศไทยยังสูงอยู่ ทำให้โอกาส ที่จะเข้ามาทำตลาดอย่างจริงจังเป็นไปได้ยากขึ้น

ปัจจุบันรอยัล เอ็นฟิลด์มีกำลังการผลิตรถจักรยานยนต์ปีละ 60,000 คัน โดยมีการผลิตจริงที่ 50,000 คันในปีนี้ และตั้งเป้าที่จะเพิ่มยอดผลิตให้ถึง 100,000 คันในอีก 3 ปีข้างหน้า พร้อมวางแผนผลักดันตลาดส่งออกเพิ่มเป็น 10% ของกำลังการผลิต โดยรถจักรยานยนต์ของบริษัทมีราคาจำหน่ายที่ 85,000-204,000 บาท และบริษัทมียอดการสั่งซื้อชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ปีละประมาณ 1,700 ล้านบาท

เพิ่มเติม หนังสือพิมพ์ประชาชาติ

Friday, September 18, 2009

กุศมัย กรุ๊ป บุกตลาดรถขนส่งเล็ก

กุศมัย กรุ๊ป ขยายปีกบุกตลาดรถขนส่งขนาดเล็ก ส่ง ซูโม่ รถ 3 ล้อ ขนส่งสินค้าทางการเกษตรและสินค้าภายในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็ก หวังชิงแชร์ตลาด

ดร. วิโรจน์ กุศลมโนมัย กรรรมการผู้จัดการ บริษัท กุศมัย กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เล็งเห็นว่า ในยุคเศรษฐกิจกำลังซบเซา ประกอบกับน้ำมันยังคงมีราคาสูงอยู่ ผู้ประกอบการนักธุรกิจทุกคนต้องพยายามหาวิธีการประหยัดค่าใช้จ่าย และพยายามที่จะใช้รถยนต์ที่ใช้พลังงานทดแทนที่มีราคาถูกลง อย่างเช่น แก็ส LPG, NGV หรือ ใช้รถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ที่กินน้ำมันน้อยกว่าเดิม สำหรับงานขนส่งสินค้าภายในพื้นที่เกษตรกรรม บริษัทฯ จึงได้ตกลงเซ็นต์สัญญาเป็น ตัวแทนนำเข้ารถมอเตอร์ไซด์แต่ผู้เดียวในประเทศไทย กับบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ รถมอเตอร์ไซด์ ขนส่งขนาดเล็ก ในประเทศญี่ปุ่น ที่ทำการส่งออกรถ 3 ล้อ ภายใต้ยี่ห้อ “ซูโม่” ใน 20 กว่าประเทศในแถบเอเชีย และ ตะวันออกกลาง หากรวมประเทศไทยแล้ว เป็นประเทศที่ 23 ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายในแถบนี้

“ รถ ซูโม่ มีขนาดกะทัดรัดกว่า รถอีแต๋น ราคาก็ถูกกว่า ประหยัดน้ำมัน การดูแลรักษาก็ง่าย และยังมีความสามารถในการบรรทุกน้ำหนักได้ดี จึงเป็นทางเลือกใหม่ให้กับ เจ้าของสวนยาง สวนผลไม้ และชาวไร่ในการใช้ขนถ่ายผลิตผลทางการเกษตร หรือจะใช้ขนถ่ายสินค้า และวัตถุดิบภายในโรงงานอุตสาหกรรม ในเขตอุตสาหกรรม ก็ได้เช่นกัน รถ 3 ล้อ ซูโม่ สามารถสั่งติดตั้งระบบไฮโดรลิกให้กระบะท้ายยกเทได้อีกด้วย แม้เครื่องยนต์เล็ก แต่มีกำลังบรรทุกมากเนื่องจากการใช้ระบบเฟืองทด ให้ประหยัดแรง สามารถบรรทุกน้ำหนักตั้งแต่ 500 - 1,000 กิโลกรัม หรือจุได้ประมาณ 2 – 4 คิว

หากต่อเติมหลังคา แบบรถกระบะ ในปลายปีนี้บริษัทฯ จะเปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ 3 ล้อ ซูโม่ 2 รุ่น คือ รุ่นขนาดเครื่องยนต์ 150 ซีซี และ 175 ซีซี ในงาน มอเตอร์โชว์ และ งานเกษตรโลก ที่เมืองทองธานี

เพิ่มเติม http://www.bangkokbiznews.com/

Tuesday, September 15, 2009

twitter กับ mocycEasy

ในที่สุดก็ได้ลองใช้ twitter กับเค้าเสียที ได้ยินมาก็ตั้งนาน เอาเป็นว่าเป็นอีกช่องทางนึงในการรับข่าวสารล่ะกัน และถ้าเพื่อนๆ ยังสงสัยว่ามันคืออะไรก็ไปฟังนายป้อม ผู้ก่อตั้ง Thai2hands อธิบายด้านล่างให้ฟังล่ะกันครับ

ติดตามเราได้ที่ -->http://twitter.com/mocyceasy

Twitter.com เป็นบริการส่งข้อความเป็นประโยคสั้นๆ ที่คุณส่งไปนั้นจะเป็นการบอกว่า คุณกำลังทำอะไรอยู่? ในตอนนั้น เพื่อเป็นบันทึก ณ. ช่วงเวลานั้นว่าคุณทำอะไรอยู่ ลงไปในเว็บไซต์ของ Twitter.com เช่น "กำลังจะกินข้าว" "กำลังจะออกจากบ้าน" เป็นต้น

และเมื่อคุณส่งประโยคสั้นๆ ไปเรื่อยๆ ในช่วงเวลาที่คุณมีเวลา และสามารถทำได้ เมื่อกลับมาอ่านมัน ข้อความทั้งหมด มันจะก็จะสามารถประติดประต่อ บอกเรื่องราวว่าคุณทำอะไรไปบ้างช่วงวันหนึ่งๆ ซึ่งจะสะดวกกว่าการ มานั่งหลังคดหลังแข็งมานั่งเขียนบล๊อก ทั้งวัน นี้แหละที่ Twitter.com เลยเข้ามาทดแทนและช่วยให้คนไม่ชอบเขียน บล๊อก หันมาใช้บริการพวกนี้เยอะมากขึ้น อ่านมาถึงตรงนี้หลายๆ คนคง งงว่าทำไมต้องมานั่งเขียนบอกลงไปด้วย (วะ) ความสนุกไม่ได้อยู่ตรงนี้ ครับมาดูกันต่อ

แต่สิ่งหนึ่งที่มาช่วยให้ Twitter มีประโยชน์ และสนุกมากขึ้น ก็คือ คุณสามารถติดตาม (Follow) คนอื่นๆ ที่เค้าเขียนข้อความลงไปใน Twitter ของเค้าได้ ว่าเค้าคนนั้นกำลังทำอะไรอยู่ โดยเมื่อคุณ ติดตาม (Follow) เค้าแล้ว เมื่อคนนั้นเค้าทำอะไรและพิมพ์อะไรลงไปใน Twitter คุณก็ได้รับข้อความเหล่านั้นด้วยไปพร้อมๆ กัน และก็สามารถติดตามได้ทีละหลายๆ คน ซึ่งก็จะทำให้คุณทราบว่าเค้าเหล่านั้นกำลังทำอะไรอยู่ในขณะนั้นทันที

เพิ่มเติม http://www.pawoot.com/twitter

ฮอนด้า กดราคา "สกู๊ปปี้ ไอ" ชน "ฟีโน่"

เอ.พี.ฮอนด้า เปิดศึกตลาดจักรยานยนต์แนวย้อนยุค ส่ง "สกู๊ปปี้ ไอ" ชนแชมป์เก่า "ฟีโน่" ประเดิมเกมราคา เคาะถูกกว่า 1,200 บาท หวังยอดขาย 1.5 แสนคัน/ปี ระบุภาพรวมตลาดมีแนวโน้มฟื้นตัว พร้อมปรับเพิ่มประมาณการยอดขายตลาดรวม 1.47 ล้านคัน

นายเซนจิโร่ ซากุราอิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า ฮอนด้าเปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ สกู๊ปปี้ ไอ (Scoopy i) เพื่อเจาะตลาดรถแฟชั่นย้อนยุค ที่กำลังได้รับความนิยม โดน สกู๊ปปี้ ไอ ใช้เครื่องยนต์ 110 ซีซี 4 จังหวะ จ่ายเชื้อเพลิงระบบหัวฉีด PGM-FI ระบายความร้อนด้วยอากาศ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 49 กม./ลิตร มาตรฐานไอเสียระดับ 6 รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 20 ซึ่งเป็นการใช้ระบบหัวฉีดอีก 1 รุ่น หลังจากที่ฮอนด้าประกาศไว้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2551 ว่ารถจักรยานยนต์ทุกรุ่นจะเปลี่ยนมาใช้ระบบหัวฉีด

"สกู๊ปปี้ ไอ ดีไซน์จากแนวคิด โค้งมน น่ารัก สนุก ไฟหน้าชุดใหญ่ดีไซน์แบบสองโคม ไฟเลี้ยวดีไซน์แยกส่วน เรือนไมล์มิเตอร์คู่ ไฟท้ายขนาดใหญ่ กล่องเก็บของใต้เบาะนั่ง ช่องเก็บของจุกจิกด้านหน้า แผ่นกันความร้อนท่อไอเสีย ดิสก์เบรกหน้า ระบบกุญแจนิรภัยสองชั้น สวิตช์ล็อกล้อขณะจอด สวิตช์ตัดการทำงานเครื่องยนต์เมื่อเอาขาตั้งข้างลง" นายซากุราอิ กล่าวว่า ฮอนด้ามีกำหนดวางจำหน่ายสกู๊ปปี้ ไอในวันที่ 25 ก.ย.นี้ ราคาเริ่มต้น 4.43 หมื่นบาท โดยตั้งเป้าจำหน่ายทั้งสิ้น 1.5 แสนคัน/ปี และเตรียมสร้างการรับรู้ในตัวสินค้า ด้วยการผลิตอุปกรณ์ตกแต่ง และเครื่องแต่งกายแฟชั่นคาแรคเตอร์ของรถรุ่น สกู๊ปปี้ ไอ รองรับความแตกต่างของรูปแบบไลฟ์สไตล์ และกิจกรรมการสื่อสารการตลาดครบวงจร เช่น โปรโมชั่นพิเศษ ลูกค้าสกู๊ปปี้ ไอ 1 หมื่นคันแรก รับชุดของขวัญ Scoopy i Collection ทั้งชุดแจ๊คเก็ต และหมวกกันน็อคสีเดียวกับตัวรถ เป็นต้น และเลือก “มาริโอ้ เมาเร่อ” นักแสดงชื่อดังและ “ตีน่า-พิมพ์นารา ไรท์” นักร้องดาวรุ่ง และ “บอม ธนา” นายแบบดาวรุ่งเป็นพรีเซ็นเตอร์

ทั้งนี้ราคาจำหน่ายฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ ที่ 4.43 หมื่นบาทนั้น ตั้งไว้ต่ำกว่าคู่แข่งที่อยู่ในตลาดก่อนอย่างยามาฮ่า ฟีโน่ ที่มีราคา 4.55 หมื่นบาท หรือต่ำกว่า 1,200 บาท เป็นการบ่งบอกถึงการพยายามตีตลาดนี้ให้ได้หลังจากที่ปล่อยให้ยามาฮ่าครองตลาดนี้มายาวนาน และส่งผลให้ส่วนแบ่งในตลาดรวมเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนอีกด้วย อย่างไรก็ตามสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่ายซูซูกิ ก็เปิดตัว เจลาโต้ รถในรูปแบบเดียวกันนี้ด้วยเช่นกัน
สำหรับ สกู๊ปปี้ ไอ เป็นรถจักรยานยนต์ที่พัฒนาและถอดแบบดีไซน์ทรงกลมย้อนยุคมาจากรถรุ่นสกู๊ปปี้ 50 ซีซี ที่วางตลาดในปี 2535 ในประเทศญี่ปุ่น

นอกจากนั้น ฮอนด้ายังเปิดตัว รถจักรยานยนต์พรีเมียม “Honda PCX” เพื่อเปิดเซ็กเมนท์ใหม่ในฐานะ Top of Scooter มีแผนวางจำหน่ายในเดือนพ.ย. เพื่อกระตุ้นตลาดในไตรมาสสุดท้าย และส่งออกไปทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น ยุโรป และ สหรัฐอเมริกา

นายซากุราอิ กล่าวถึงภาพรวมตลาดรถจักรยานยนต์ ว่า จากปัจจัยบวกต่างๆ ในขณะนี้เชื่อว่าจะส่งผลให้ตลาดรถจักรยานยนต์ในครึ่งปีหลังเริ่มฟื้นตัวขึ้นอย่างช้าๆ ดังนั้นฮอนด้าได้ปรับการคาดการณ์ตลาดรวมในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 1.47 ล้านคัน จากเดิมเมื่อต้นปีที่คาดการณ์ไว้ 1.35 ล้านคัน โดยปัจจัยสำคัญคือการที่ค่ายรถต่างผลักดันกลยุทธ์การตลาด และพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ออกมาโดยตลอด เช่น เมื่อครั้งที่ฮอนด้าประกาศเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ระบบหัวฉีดเมื่อต้นปี เป็นต้น

ที่มา กรุงเทพฯธุรกิจออนไลน์

เทศกาลรถฮาเลย์-เดวิดสันครั้งแรก และครั้งยิ่งใหญ่แห่งประเทศไทย

คณะบุคคล บี.บี.ดับบลิว กรุ๊ป เผยการจัดงานสยาม อินเตอร์เนชั่นแนล ไบค์ วีค 2009 งานเทศกาลรถมอเตอร์ไซค์ฮาเลย์-เดวิดสันครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี และครั้งแรกของประเทศไทยที่รวมนักขับขี่รถฮาเลย์ฯ ทั้งไทยและต่างชาติกว่า 3 พันคน เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ และฟื้นความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจไทย และสถานการณ์ของประเทศ พบกับกิจกรรมไฮท์ไลท์เด็ดภายในงาน เช่น นิทรรศการรถมอเตอร์ไซค์ฮาเลย์ฯ นำขบวนเสด็จ ทีได้รับพระราชทานนามว่า “อัศวิน” และกิจกรรม Ride for the King การจัดขบวนรถฮาเลย์ฯ 250 คัน เป็นสีธงชาติไทย และกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมายที่จัดเอาใจคนรัก ฮาเลย์ฯ อย่างแท้จริง

นายชัยภัฎ จันทร์วิไล ประธานคณะบุคคล บี.บี.ดับบลิว กรุ๊ป ผู้จัดงานสยาม อินเตอร์เนชั่นแนล ไบค์ วีค 2009 กล่าวว่า รถมอเตอร์ไซค์ ฮาเลย์-เดวิดสัน เป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกมายาวนาน ในแง่ความสง่างาม ความคลาสสิค เสียงดังกระหึ่มน่ายำเกรง มีเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงทำให้เป็นที่นิยมแพร่หลายไปทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศไทย รถมอเตอร์ไซค์ฮาเลย์-เดวิดสัน เคยเป็นรถมอเตอร์ไซค์นำขบวนเสด็จของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชอาคันตุกะ และกลายเป็นที่นิยมแพร่หลายในบุคคลชั้นนำของสังคม และบุคคลทั่วไป ส่งผลให้ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ครอบครองรถมอเตอร์ไซค์ฮาเลย์-เดวิดสัน กว่า 10,000 คัน

นายชัยภัฎ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความนิยมรถมอเตอร์ไซค์หลากหลายประเภทส่งผลให้เกิดการจัดงานเทศกาลรถมอเตอร์ไซค์ ที่เรียกว่า “ไบค์ วีค” ขึ้นเป็นจำนวนมากในหลายประเทศทั่วโลก เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวผู้รักการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ได้มาร่วมบันทึกเส้นทางการขับขี่ทั่วโลกเพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่ตนเอง รวมทั้งประเทศไทยเอง ยังมีการจัดงานเทศกาลรถมอเตอร์ไซค์ต่าง ๆ ในแต่ละจังหวัดทั่วประเทศตลอดทั้งปี แต่ยังไม่เคยมีงานเทศกาลรถมอเตอร์ไซค์ฮาเลย์-เดวิดสัน โดยเฉพาะ อีกทั้งยังไม่เคยพบงานใดจัดขึ้นในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเมืองหลวงที่มีความสวยงาม เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของประเทศไทย และเป็นศูนย์รวมผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ฮาเลย์-เดวิดสัน ดังนั้น ทางคณะบุคคล บี.บี.ดับบลิว กรุ๊ป จึงริเริ่มจัดงานสยาม อินเตอร์เนชั่นแนล ไบค์ วีค 2009 ขึ้น โดยมุ่งหวังให้เป็นงานเทศกาลรถมอเตอร์ไซค์ฮาเลย์-เดวิดสัน ครั้งยิ่งใหญ่ระดับสากล และจัดขึ้นเป็นประจำต่อเนื่องทุกปี

งานสยาม อินเตอร์เนชั่นแนล ไบค์ วีค 2009 จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน 2552 เวลา 08.00-24.00 น. ณ สยามสแควร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมนักขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ฮาเลย์-เดวิดสัน กว่า 3 พันคันจากชาติต่าง ๆ เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว รวมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้ดีขึ้น และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับกรุงเทพมหานคร อันเป็นเมืองที่มีความครึกครื้น เศรษฐกิจมีความคึกคัก ประชาชนรักและสามัคคีกันสื่อสารออกไปทั่วโลก ผ่านการจัดกิจกรรมเทอดพระเกียรติองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช เช่น กิจกรรม Honorable “Ride for the King” คือการจัดขบวนขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ฮาเลย์-เดวิดสัน ของนักขับขี่ชาวไทย และชาวต่างชาติ จำนวน 250 คัน เป็นสีธงชาติไทย การจัดนิทรรศการรถ “อัศวิน” เพื่อแสดงประวัติรถมอเตอร์ไซค์ฮาเลย์-เดวิดสัน ที่เคยเป็นรถนำขบวนเสด็จ และได้รับพระราชทานนามว่า “อัศวิน” นายชัยภัฎ กล่าว

“นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจเป็นจำนวนมาก เช่น งาน HD. Legend V.I.P Dinner โดยจัดขบวนแห่รถมอเตอร์ไซค์ฮาเลย์-เดวิดสัน รุ่นคลาสสิคที่มีอายุกว่า 50 ปีมาแสดงถึงศักยภาพของรถที่มีโครงสร้างสวยงามมีเสน่ห์ไม่เสื่อมไปตามกาลเวลา อีกทั้งยังแข็งแรงคงทน และทรงพลัง การจัดกิจกรรม Hall of Fame ประกาศรายชื่อผู้มีชื่อเสียงและมีเกียรติในสังคม ซึ่งเป็นผู้ที่ทำประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศชาติที่ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ฮาเลย์-เดวิดสัน พร้อมจัดประมูลของที่ระลึกของผู้มีชื่อเสียงทางสังคมเพื่อการกุศลอีกด้วย” นายชัยภัฎ กล่าว

นายชัยภัฎ กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งจุดเด่นภายในงานที่พลาดไม่ได้กับการแสดงรถมอเตอร์ไซค์ฮาเลย์-เดวิดสัน รุ่นคลาสสิค และรุ่นคัสตอม จากประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะรถคัสตอมจากประเทศญี่ปุ่น ที่มีความสวยงามและหาชมได้ยาก กิจกรรมคอนเสิร์ต การประกวดแข่งขัน โดยเฉพาะการประกวด Miss Siam International Bike Week สำหรับการจัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หน่วยงานประชาสัมพันธ์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้สนับสนุนโครงการ เช่น Harley-Davidson of Bangkok Thailand, Road Bomber เมืองไทยประกันชีวิต สิงห์ คอร์ปอเรชั่น ลีวายส์ เครื่องดื่มแฮงค์ ฯลฯ ผู้ที่สนใจสามารถรับทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่http://www.siaminternationalbikeweek.com/

ที่มา http://www.newswit.com/

Monday, September 14, 2009

ททท.มาเลย์ชวนนักท่องเที่ยวลุ้นความเร็วใน World MotoGP

การท่องเที่ยวมาเลเซีย ประจำประเทศไทย เชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวไทย เตรียมตัวเดินทางไปชมความเร้าใจด้วยความเร็วเหนือระดับของการแข่งขันรถจักรยานยนต์ของแชมป์โลก หรือ World MotoGP Series for 2009 ณ สนาม Sepang Internation Circuit สนามแห่งเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่รองรับการแข่งขันระดับโกลด์สุดคลาสสิก ในครั้งนี้ ในวันที่ 25 ต.ค.52

ทั้งนี้ประเทศมาเลเซียเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันจักรยานยนต์ระดับโลกมาตั้งแต่ปี 1991 และสนามที่ 16 นี้นับเป็นความตื่นเต้นสุดยอดของฤดูการแข่งขัน ผู้ชมจะได้ลุ้นว่า Valentino Rossi จะสามารถนำทีมของเขาชนะเลิศเพิ่อนำไปสู่สนามสุดท้ายที่ Valencia ได้หรือไม่

การท่องเที่ยวมาเลเซีย ระบุว่าเพื่อร่วมลุ้นแบบติดขอบสนาม บริษัทนำเที่ยวชั้นนำในเมืองไทยได้เสนอแพคเก็จทัวร์ในราคาพิเศษพร้อมการเดินทางสะดวกสบาย 5 รูปแบบเพื่อตอบสนองทุกความต้องการของการเดินทาง ด้วยราคาเริ่มต้น (ไม่รวมตั๋วเครื่องบิน) สำหรับการเดินทาง 3 วัน 2 คืน นักท่องเที่ยวยังจะได้ร่วมสนุกกับกิจกรรมมากมายที่สนาม Sepang Internation Circuit ที่ได้จัดเตรียมไว้มากมาย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.sepangcircuit.com

ส่วนที่เหลือ

ขนส่งกาฬสินธุ์เผยพิษเศรษฐกิจ

ขนส่งกาฬสินธุ์เผยพิษเศรษฐกิจตกต่ำส่งผลให้คนแห่ใช้และจดทะเบียนรถจักรยานยนต์แทนรถยนต์เพิ่มมากขึ้น เหตุต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย ระบุยอดชำระภาษีทะลุเป้าได้มากกว่า 91 ล้านบาท เพิ่มจากปีที่แล้ว 15 เปอร์เซ็นต์

กาฬสินธุ์/ นายสุเทพ นิติวัฒนานนท์ ขนส่ง จ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า จากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในปัจจุบันส่งผลให้ประชาชนชาว จ.กาฬสินธุ์ ต่างปรับเปลี่ยนวีถีการใช้ชีวิต โดยเฉพาะการใช้ยานพาหนะ ซึ่งจะเห็นได้จากการเข้ามาจดทะเบียนรถจักรยานยนต์เพิ่มมากขึ้นทุกๆ ปี แต่รถยนต์กลับลดน้อยลง โดยจากข้อมูลตั้งแต่เดือนตุลาคม 2551 ถึงปัจจุบัน มีประชาชนเดินทางเข้ามาจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ 13,330 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 525 คัน รถเก๋งมีผู้มาจดทะเบียน 956 คัน ลดลง 67 คัน และรถปิกอัพมีผู้มาจดทะเบียน 1,703 คัน ลดลงจากปีที่แล้วเมื่อช่วงเดียวกันจำนวน 725 คัน

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า คาดว่าสาเหตุที่ประชาชนนำรถจักรยานยนต์มาจดทะเบียนเพิ่มขึ้นเนื่องจากต้องลดค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิง และไม่กล้าใช้เงินฟุ่มเฟือยเหมือนเดิม เพราะเห็นว่าเศรษฐกิจไม่ดีขึ้นจึงหันมาใช้รถจักรยานยนต์แทนรถเก๋งและรถปิกอัพ ซึ่งสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าหลายเท่า อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจตกต่ำแต่ยังมีประชาชนเดินทางมาชำระภาษีกับสำนักงานขนส่ง จ.กาฬสินธุ์ โดยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2551 จนถึงปัจจุบันรวมยอดชำระภาษี 91,792,351 บาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 15 เปอร์เซ็นต์

นายสุเทพ กล่าวอีกว่า ขณะนี้สำนักงานขนส่ง จ.กาฬสินธุ์ ได้ร่วมมือกับกรมการปกครองในการเรียกข้อมูลทะเบียนราษฎรจากระบบฐานข้อมูลของกรมการปกครองเพื่อใช้เป็นหลักฐานแทน โดยประชาชนที่เดินทางมาจดทะเบียนรถ โอนกรรมสิทธิ์รถ แจ้งย้ายแก้ไขรายการทางทะเบียน หรือขอรับใบอนุญาตขับรถ ไม่ต้องนำสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนมา ซึ่งจะทำให้ประชาชนได้รับความสะดวกเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ทางสำนักงานขนส่งกาฬสินธุ์ยังได้นำเอาเทคโนโลยีเครื่องบาร์โค้ดมาใช้ในการอ่านและบันทึกข้อมูลทะเบียนรถ ทำให้สามารถลดระยะเวลาในการดำเนินการจดทะเบียนรถได้เร็วขึ้นเป็นอย่างมากอีกด้วย

ที่มา www.banmuang.co.th

ยักษ์ "จักรยานยนต์" เครื่องร้อน ศึกชิงส่วนแบ่ง "เรโทสไตล์" เดือด

จากการประเมินตัวเลขยอดขายในปีนี้ ที่ว่ากันว่ารถจักรยานยนต์จะมีความสามารถอยู่ในระดับแค่ ล้านกว่าคัน ทำให้ทุกค่ายต้องออกแรงกันอย่างหนัก และตลาดที่ลูกค้าให้การตอบรับมากที่สุด ยังคงเป็นตลาดครอบครัว ด้วยรูปลักษณ์รถจักรยานยนต์แบบย้อนยุค ก่อให้เกิดกระแส "เรโทฟีเวอร์"

ตลอดช่วงระยะเวลาเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา ตลาดนี้กินส่วนแบ่งไปแล้วกว่า 5 แสนคัน หรือเกือบ 40% ในตลาดออโตเมติก ดังนั้นใครมองข้ามตลาดนี้ "สอบตก" แน่นอน

ตลาดเรโทที่กำลังถูกจับตามอง เราคงต้องยกความดีทั้งหมดให้ผู้นำเทรนด์อย่าง "ยามาฮ่า" ที่กล้าตัดสินใจส่งรถจักรยานยนต์ออโตเมติก "ยามาฮ่าฟีโน" ที่ปล่อยรถรุ่นนี้ออกสู่ตลาดเมื่อเดือนกันยายน 2549 จนทำให้ตอนนี้ ไม่ว่ายักษ์ใหญ่อย่าง ฮอนด้า หรือเบอร์สาม ซูซูกิ ก็พร้อมใจกันลงสนามนี้กันอย่างเต็มตัว

ย้อนหลังกลับไปนิด การสร้างกระแส "เรโทฟีเวอร์" ไปในกลุ่มลูกค้า แทบจะเรียกได้ว่ายามาฮ่าเขาทำได้โดนใจกันไป ทุกเพศ ทุกวัย ด้วยดีไซน์ของตัวรถออกแนวโมเดิร์นดีไซน์แบบย้อนยุค ส่งผลให้ ยามาฮ่าค่อยๆ ตีกินส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้น เห็นได้จากสัดส่วนยอดขายของรถจักรยานยนต์ในกลุ่มเกียร์อัตโนมัติ จะพบว่ายามาฮ่ามีส่วนแบ่งสูงสุดที่ 53% ตามมาด้วยฮอนด้า 44% และซูซูกิ 2% ส่งผลให้ยามาฮ่ากลายเป็นเจ้าตลาด และตีตื้นยอดขายรวมได้อย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่ง กรณีศึกษา แม้ว่าก่อนหน้านี้ ค่ายเบอร์หนึ่งอย่าง "ฮอนด้า" เองเคยออกมาประกาศเสียงดังฟังชัดว่าไม่มีนโยบายเอารถ ประเภทนี้มาทำตลาดอย่างแน่นอน แต่ผลความสำเร็จของ "ยามาฮ่า" ทำให้ทั้ง "ฮอนด้า" และ "ซูซูกิ" ต้องขอเกาะกระแส "เรโท" ด้วย ข่าวแว่วว่าค่ายฮอนด้า ซุ่มศึกษาตลาดมานานพอสมควร แต่ช่วงที่ซุ่มศึกษา ก็ปล่อยให้ "ยามาฮ่า" กวาดยอดแบบผูกขาดไว้คนเดียวมาตลอด 3 ปี

ความร้อนแรงของ "เรโทฟีเวอร์" เดือดปุดๆ ขึ้นอีกครั้ง เมื่อวันนี้ "ซูซูกิ" ขอส่งรถจักรยานยนต์ออโตเมติกแนวเรโทสไตล์อย่าง "เจลาโต้" ออกสู่ตลาด ด้วยรูปลักษณ์และดีไซน์ที่ย้อนยุค ผสานกับความทันสมัย เก๋ไก๋ ของรถคูลๆ คันนี้ จะช่วยให้ยอดขายของซูซูกิที่อยู่ในช่วงขาลง ดีดกลับมียอดขายเปลี่ยนเป็นขาขึ้นกับเขาบ้าง

ภายใต้แนวคิดรถต้นแบบ 2 รุ่นมารวมกัน คือ "ซูซูกิเจลลี่" และ "ซูซูกิลาเต้" มาผสมไว้ด้วยกันจนออกมาเป็นรถ"เจลาโต้" คันนี้ ส่วนแผนการรุกตลาด ของ "เจลาโต้" นั้น ซูซูกิเตรียมจัดโรดโชว์ทั่วประเทศไปยังหัวเมืองใหญ่ๆ โดยเริ่มต้นเดินสายจากกรุงเทพฯไปยังหาดใหญ่, เชียงใหม่, โคราช, พัทยา และปิดท้ายด้วยกรุงเทพฯ

งานครั้งนี้ ซูซูกิยังได้ส่ง "นิชคุณ" พรีเซ็นเตอร์คนล่าสุดร่วมนำพาความสนุก ความสดใสของ "เจลาโต้" ไปให้ลูกค้าทั่วประเทศ ภายใต้เป้าหมายยอดขายที่ 5,000-6,000 คันต่อเดือน

จะเห็นได้ว่า ตลอดช่วงระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่าน ค่ายซูซูกิเองได้พยายามเดินหน้าสร้างแบรนด์และปรับปรุงโชว์รูมร้านจำหน่ายรถจักรยานยนต์มาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความหวังที่จะผลักดันให้ยอดขายและส่วนแบ่งทางการตลาดขยับเพิ่มอันดับขึ้น

ขณะที่ค่ายฮอนด้าก็เกาะกระแส "เรโทสไตล์" เช่นเดียวกัน แม้จะยังไม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่ก็เริ่มมีการสร้างกระแสให้กับ "ฮอนด้าสกู๊ปปี้" กัน เห็นได้จากทีเซอร์ภาพยนตร์โฆษณาสั้นๆ ผ่าน หน้าจอ ขณะเดียวกันก็มีการสื่อสารให้เห็นถึงความเป็นมาของรถรุ่นใหม่ว่ามีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ปี 1992 ชนิด ที่เรียกว่า "ฮอนด้า" ขอออกตัวแบบแรง ชี้ให้เห็นชัดๆ ว่า "สกู๊ปปี้" คันนี้มิใช่ผู้ตามแต่อย่างใด เห็นได้จากพัฒนาการที่มีมาอย่างยาวนานนั่นเอง สำหรับ "สกู๊ปปี้" คันนี้มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ "โค้งมน น่ารัก สนุก" ไปกับระบบหัวฉีด PGM-FM กับความสนุก มันส์ รู้กัน ฟันยูไนเต็ด

ใส่กันแรงๆ แบบนี้...คงต้องติดตามกันต่อว่า ความเป็นเจ้าตลาดบวกกับการสร้างกระแสจุดพลุให้กับรถคันนี้ โดยถ่ายทอด ผ่านพรีเซ็นเตอร์ขวัญใจวัยรุ่นอย่าง "มาริโอ้ เมาเร่อ" และ "แพทตี้-อังศุมาลิน สิรภัทรศักดิ์เมธา" พร้อมทั้งเตรียมเดินสายสร้าง กระแสผ่านเสียงเพลง ด้วยการเข้าไปเป็น ผู้สนับสนุนคอนเสิร์ตที่มีศิลปินชื่อดัง อาทิ โมเดิร์นด็อก, บิ๊กแอส, ที-โบน ที่จะเดินสายไปยัง 4 จังหวัด 4 ภูมิภาค คือชะอำ, เชียงใหม่, เขาใหญ่ และกระบี่ เช่นกันจะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด

เมื่อ 3 ค่ายยักษ์ประกาศตัวพร้อมที่จะวิ่งสู้ฟัดกันใน "เซ็กเมนต์" นี้ แน่นอนเจ้าตลาดอย่าง "ยามาฮ่า" ก็คงต้องเตรียมไม้เด็ดรับน้องใหม่ทั้ง "ฮอนด้า" และ "ซูซูกิ" ไว้เป็นอย่างดี "ยามาฮ่า" คงจะอยู่นิ่งไม่ได้และโดยวิสัยของ "ยามาฮ่า" ที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนร่วมกับกิจกรรมทางการตลาดมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เชื่อว่าภาพการแข่งขันในสมรภูมิของรถจักรยานยนต์ "เรโทสไตล์" จะสนุกและขับเคี่ยวกันไม่น้อยไปกว่าสมรภูมิการแข่งขันในตลาดรถจักรยานยนต์โดยรวม

ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติ

Sunday, September 6, 2009

บิดยุ่นซิวโพลฯ ที่ซาน มาริโน ‘ฟีม’ สตาร์ทกริด 10

ฮิโรชิ อาโอยามา ยอดนักบิดชาวญี่ปุ่น คว้าตำแหน่งโพลโพซิชั่น จักรยานทางเรียบชิงแชมป์โลกรุ่น 250 ซีซี ไปครองในศึกซาน มาริโน กรังด์ปรีซ์ ขณะที่ “เจ้าฟีม” รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ ได้สตาร์ทในกริดที่ 10

จักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก รายการ ซาน มาริโน กรังด์ปรีซ์ มีคิวบิดในรอบควอลิฟายกันไปเมื่อคืนวันเสาร์ที่ 5 กันยายน 2552 ที่สนามมิซาโน เซอร์กิต โดยในรุ่น 250 ซีซี รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ ยอดนักซิ่งขวัญใจชาวไทย สังกัดทีมไทยฮอนด้า-พีทีที-แซค ถือว่ายังมีลุ้นแต้มติดมือในสนามนี้

หลังจาก “เจ้าฟีม” เร่งเครื่องบิดทำเวลาเข้ามาในอันดับ 10 ที่ 1 นาที 39.969 วินาที ส่วนตำแหน่งโพลโพซิชัน ตกเป็นของ ฮิโรชิ อาโอยามา ยอดนักบิดจากทีมฮอนด้า ทำเวลาดีสุดในรอบควอลิฟาย 1 นาที 38.867 วินาที เฉือนอันดับ 2 อย่าง เฮคเตอร์ บาร์เบรา ชาวสเปนของทีมอพรีเลีย ไปแค่ 0.008 วินาทีเท่านั้น

ส่วนในประเภท โมโต จีพี ปรากฏว่า “เดอะ ด็อกเตอร์” วาเลนติโน รอสซี ซูเปอร์สตาร์ชาวอิตาเลียน ดีกรีแชมป์โลก 8 สมัย บิดจักรยานยนต์ยามาฮ่า คู่ใจ คว้าตำแหน่งโพลโพซิชั่น เป็นครั้งที่ 57 ในอาชีพ ด้วยเวลา 1 นาที 34.338 วินาที เบียดอันดับ 2 อย่าง ดาเนียล เปโดรซา ยอดนักบิดชาวสเปนแห่งทีมฮอนด้า ไปแค่ 0.222 วินาที เท่านั้น

สรุป 10 อันดับในการควอลิฟาย ซาน มาริโน กรังด์ปรีซ์ รุ่น 250 ซีซี
1. ฮิโรชิ อาโอยามา (ญี่ปุ่น / ฮอนด้า) เวลา 1 นาที 38.867 วินาที
2. เฮคเตอร์ บาร์เบรา (สเปน / อพรีเลีย) เวลา 1 นาที 38.875 วินาที
3. มาร์โก ซิมอนเชลลี (อิตาลี / กิเลรา) เวลา 1 นาที 39.038 วินาที
4. มัตเตีย ปาซินี (อิตาลี / อพรีเลีย) เวลา 1 นาที 39.068 วินาที
5. ไมค์ ดิ เมกลิโอ (ฝรั่งเศส / อพรีเลีย) เวลา 1 นาที 39.397 วินาที
6. อเล็กซ์ เดบอน (สเปน / อพรีเลีย) เวลา 1 นาที 39.416 วินาที
7. เฮคเตอร์ เฟาเบล (สเปน / ฮอนด้า) เวลา 1 นาที 39.602 วินาที
8. อัลบาโร เบาติสตา (สเปน / อพรีเลีย) เวลา 1 นาที 39.825 วินาที
9. โรแบร์โต โลคาเตลลี (อิตาลี / กิเลรา) เวลา 1 นาที 39.915 วินาที
10. รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ (ไทย / ไทยฮอนด้า-พีทีที-แซค) เวลา 1 นาที 39.969 วินาที

สรุป 5 อันดับในการควอลิฟาย ซาน มาริโน กรังด์ปรีซ์ รุ่นโมโต จีพี
1. วาเลนติโน รอสซี (อิตาลี / ยามาฮ่า) เวลา 1 นาที 34.338 วินาที
2. ดาเนียล เปโดรซา (สเปน / ฮอนด้า) เวลา 1 นาที 34.560 วินาที
3. ฮอร์เก ลอเรนโซ (สเปน / ยามาฮ่า) เวลา 1 นาที 34.808 วินาที
4. อันโตนิโอ เอเลียส (สเปน / ฮอนด้า) เวลา 1 นาที 34.907 วินาที
5. โคลิน เอ็ดเวิร์ดส (สหรัฐฯ / ยามาฮ่า) เวลา 1 นาที 35.184 วินาที

ที่มา http://www.manager.co.th/

Thursday, September 3, 2009

โตโยตรอนโชว์โฉมมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าใหม่ เร่งแรง แซงสบาย ขึ้นเนินได้ ไม่กลัวน้ำ

โตโยตรอน ส่งรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ลุยตลาด ชูจุดเด่น “เร่งแรง แซงสบาย ขึ้นเนินได้ สบายกระเป๋า” หลังพัฒนาชุดควบคุม แบตเตอรี่ใหม่ ตั้งเป้ายอดขาย 2,000-3,000 คัน/เดือน เร่งขยายเครือข่ายการขายและบริการ พร้อมเปิดศูนย์ฮอตไลน์ สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

นายโอกาส เตพละกุล ประธานกรรมการ บริษัท โตโยตรอน มอเตอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า “โตโยตรอน” เปิดเผยว่า ปัจจุบันรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าได้รับความสนใจจากผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นยานพาหนะที่ตอบสนองความต้องการที่สมบูรณ์แบบ ทั้งความสามารถในการใช้งาน ความประหยัด และการเอาใจใส่ต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเป็นรถพลังงานสะอาด ลดมลพิษ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีผลทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ทั่วโลกกำลังวิตกกังวล และหาทางแก้ไขแบบเร่งด่วนในขณะนี้

ในส่วนของการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการตัดสินใจซื้อรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของผู้บริโภค โดยเฉพาะในยุคที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีความผันผวนตลอดเวลา ทำให้ค่าใช้จ่ายของผู้ใช้รถมีมากขึ้นตามไปด้วย ขณะที่รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของโตโยตรอน มีค่าใช้จ่ายเพียงกิโลเมตรละ 7 สตางค์เท่านั้น นอกจากเรื่องของราคาน้ำมันที่เห็นได้ชัดเจนว่าประหยัดกว่ารถมอเตอร์ไซค์ที่ใช้น้ำมันเบนซินทั่วไปแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายแฝงอีกมากที่โตโยตรอนได้เปรียบ เช่น ค่าบำรุงรักษารายเดือน ทั้งค่าน้ำมันหล่อลื่น ค่าหัวเทียนหรือน้ำมันเกียร์ เป็นต้น ทำให้ตลอดอายุการใช้งานรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคได้มากถึงเดือนละไม่น้อยกว่า 500 บาท

ที่ผ่านมารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่จำหน่ายอยู่ทั่วไปในตลาด ยังมีจุดอ่อนในหลายส่วน ทำให้การใช้งานมีข้อจำกัด คือ ความเร็วในการขับขี่ที่ยังทำได้ต่ำเกินไป การเร่งแซงทำได้ ไม่ดีแบกน้ำหนักไม่ได้ ขึ้นทางลาดชัน เช่น เนินหรือสะพานไม่ได้ และระยะทางในการใช้งานแต่ละครั้งที่ยังน้อยเกินไปทำให้ไม่สะดวกในการใช้งาน

บริษัท โตโยตรอน มอเตอร์ จำกัด ได้ศึกษาวิจัยจุดเด่นจุดด้อย และความต้องการของผู้บริโภคอย่างละเอียดแล้ว จึงได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ พัฒนาระบบหลักๆ ของรถ คือ มอเตอร์, ชุดควบคุม และแบตเตอรี่ และทีมงานออกแบบจากประเทศญี่ปุ่นพัฒนารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ 2 รุ่น คือ โตโยตรอน เทอร์โบ และโตโยตรอน ซูเปอร์ ออกสู่ตลาด ซึ่งสามารถกำจัดจุดอ่อนของรถในตลาดปัจจุบันใน 3 จุดหลักๆ ลงได้ ทำให้เป็นรถที่สามารถทำความเร็วได้ 55 กม./ชม. และ 65 กม./ชม. สามารถแบกรับน้ำหนักบรรทุก เช่น มีคนซ้อนท้าย หรือบรรทุกสิ่งของได้ และมีความสามารถในการปีนไต่เนินชันมากขึ้น

ถึงวันนี้ โตโยตรอนเป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเพียงยี่ห้อเดียวที่สามารถขับขี่ในทุกสภาพเส้นทาง โดยเฉพาะการปีนไต่เนิน หรือว่าสะพาน ซึ่งจะเห็นถึงความแตกต่างของโตโยตรอนกับยี่ห้ออื่นๆ อย่างชัดเจน นอกจากนั้นโตโยตรอนยังสามารถขับขี่ในช่วงที่ฝนตกหรือมีน้ำท่วมขังตามปกติได้ โดยไม่มีปัญหากับมอเตอร์หรือว่าแบตเตอรี่แต่อย่างใด โดยความสามารถในการใช้งานต่อการชาร์จแบตเตอรี่ 1 ครั้งอยู่ที่ 70 กม. ซึ่งถือว่าเป็นระยะทางที่สะดวกและเพียงพอต่อการใช้งานทั่วไป โดยมอเตอร์ไซค์โตโยตรอน รับประกันมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ปี และรับประกันคุณภาพ 1 ปี

นายโอกาส กล่าวต่ออีกว่า สำหรับแนวทางการทำตลาดของโตโยตรอน จะเน้นการสร้างประสบการณ์ตรงให้กับลูกค้า ทั้งการจัดกิจกรรมโรดโชว์ตามพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าได้ทดลองขับขี่ ซึ่งเป็นวิธีการที่จะช่วยให้เข้าใจถึงสมรรถนะที่แท้จริง และเห็นถึงความแตกต่างที่โดดเด่นของโตโยตรอน โดยเฉพาะการแบกน้ำหนัก หรือการขึ้นเนิน เป็นการให้ข้อมูลและความรู้แก่ผู้บริโภค

ทางด้านช่องทางการขาย ปัจจุบันโตโยตรอนมีผู้แทนจำหน่าย 40 รายทั่วประเทศ และปีนี้จะเปิดเพิ่มให้ครบ 50 ราย สำหรับในอนาคตตั้งเป้าเปิดให้ครอบคลุมทั่วประเทศครบทุกจังหวัด อย่างน้อยจังหวัดละ 1 ราย นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้เปิดบริการฮอตไลน์ เพื่อให้ความช่วยเหลือกับลูกค้าอย่างเร่งด่วนอีกด้วย ซึ่งเชื่อว่าทั้งการดำเนินการทั้งหมดจะช่วยผลักดันยอดขาย โตโยตรอนรุ่นใหม่ ได้เดือนละ 2,000-3,000 คัน

โตโยตรอน ผลิตที่โรงงานบางพลี ซึ่งลงทุนประมาณ 30 ล้านบาท และใช้ชิ้นส่วนในประเทศ 60% โดยมีราคาจำหน่ายในรุ่นเทอร์โบ 3.9 หมื่นบาท และ รุ่นซูเปอร์ 4.35 หมื่นบาท ในอนาคตบริษัทฯ มีแผนจะส่งออกรถไปจำหน่ายยังต่างประเทศอีกด้วย โดยใช้ชื่อสินค้าเดียวกันคือ โตโยตรอน และเน้นจุดขายคือความเป็นรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของไทย

ที่มา www.banmuang.co.th

Friday, August 28, 2009

สหฯ รุกเปิดประมูลมอ ไซค์มือสอง

สหการประมูลชี้ตลาดรถจักรยานยนต์มือสองต่างจังหวัดยอดขายพุ่ง เผยลูกค้านิยมซื้อเพราะราคาประหยัด ยืนยันไม่คิดขายแข่งรถใหม่เนื่องจากลูกค้าคนละกลุ่ม รวมรถทุกรุ่นทุกยี่ห้อกว่า 300 คัน เปิดประมูลราคาถูกวันเดียวที่จังหวัดสระแก้ว

น.ส.เสาวลักษณ์ ชัยเดชสุริยะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหการประมูล จำกัด เปิดเผยว่า ในวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคมนี้ บริษัทได้กำหนดให้มีการประมูลขายรถจักรยานยนต์มือสองขึ้นที่จังหวัดสระแก้ว ณ ลานประมูล ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาจังหวัดสระแก้ว เวลา 11.00 น. ชมรถวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม ตั้งแต่เวลา 09.00–17.30 น. การประมูลดังกล่าวได้มีการรวบรวมรถยึดทุกรุ่นทุกยี่ห้อจากไฟแนนซ์ต่างๆ กว่า 300 คัน มาเปิดประมูลขายในราคาถูกกว่าตลาดรถจักรยานยนต์มือสองทั่วไป ทั้งนี้ เชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเช่นเดียวกับจังหวัดอื่นๆ เนื่องจากรถจักรยานยนต์มือสองส่วนใหญ่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานและใกล้เคียงรถใหม่ ที่สำคัญยังเป็นยี่ห้อและรุ่นที่กำลังได้รับความนิยมในตลาด เช่น HONDA WAVE100, HONDA CLICK, YAMAHA MIO, YAMAHA FINO, YAMAHA NOUVO ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่จดทะเบียนระหว่างปี 2008-2009 และถูกประเมินราคาขายถูกกว่ารถใหม่ 50-70%

การเปิดประมูลขายรถจักรยานยนต์มือสองนั้นบริษัทไม่มีนโยบายที่จะแข่งขันกับตลาดรถใหม่ เนื่องจากลูกค้าคนละกลุ่ม จึงไม่ได้เสนอเงื่อนไขใดๆ เพื่อจูงใจให้เกิดการซื้อ แต่ที่การประมูลขายรถจักรยานยนต์มือสองได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในต่างจังหวัดค่อนข้างสูง เนื่องจากราคาขายที่ประหยัดกว่า ซึ่งสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและความต้องการของผู้บริโภค นอกจากนี้แล้วกลุ่มลูกค้าที่นิยมประมูลซื้อไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ใช้รถเท่านั้น แต่มีธุรกิจและร้านขายรถจักรยานยนต์มือสองเข้าร่วมประมูลซื้อด้วย เนื่องจากข้อได้เปรียบด้านราคา” น.ส.เสาวลักษณ์ กล่าว และให้ความเห็นเพิ่มเติมถึงทิศทางตลาดรถจักรยานยนต์มือสองว่า ที่ผ่านมาตลาดดังกล่าวใน กทม. ได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างดี ทำให้ต้องมีการเพิ่มรอบประมูลทั้งที่สำนักงานใหญ่และสาขารังสิต-คลอง 8 ถึง 4 รอบต่อสัปดาห์ๆ ละไม่ต่ำกว่า 200 คัน เมื่อผู้บริโภคให้ความสนใจสูงจึงได้ขยายตลาดในภูมิภาคมากขึ้น ผลปรากฏว่าในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาตลาดมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพราะการประมูลแต่ละครั้งนั้นสามารถทำยอดขายได้ไม่ต่ำกว่า 95%

ที่มาhttp://www.banmuang.co.th/

Wednesday, August 26, 2009

บิ๊กไบค์-เสกเวย์โอกาสใหม่ของคนที่มองเห็น

เมื่อมองย้อนไปประมาณ 1-2 ปีที่ใครๆ ต่างก็จับตามองกระแสเศรษฐกิจที่มีการคาดการณ์ว่าจะต้องได้รับผลกระทบจากสภาวการณ์เศ่รษฐกิจตกต่ำของสหรัฐอเมริการอย่างแน่นอน เพียงแต่ใครจะได้รับมากหรือน้อยเท่านัน ดังนั้น จึงส่งผลให้เกิดการเตรียมตัวไปในทิศทางของการชะลอการลงทุนในโครงการใหม่ๆ ท่ามกลางความไม่มั่นใจต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ

แต่อย่างไรก็ตาม มีผู้ประกอบการที่มองเห็นโอกาสและใช้จังหวะเวลานี้ในการก่อร่างสร้างธุรกิจใหม่ขึ้นมา โดยเน้นไปที่การมองและตัดสินใจจากศักยภาพของตนเองเป็นหลัก แต่มีการวางกรอบแนวคิดในการทำธุรกิจแบบที่เรียกได้ว่าเสี่ยงอย่างมีการประเมินไว้แล้ว เพระไม่มีธุรกิจไหนที่ไม่มีความเสี่ยง "ผู้จัดการ 360 รายสัปดาห์" ติดตาม 2 ผู้ประกอบการที่มองเห็นโอกาสในธุรกิจ "บิ๊กไบค์" กับ "เสกเวย์" มานำเสนอ

บิ๊กไบค์ต้องเริ่มก่อนจะสายไป
ในช่วงจังหวะของเศรษฐกิจขาลง แต่"Gen4" สามารถแจ้งเกิดในธุรกิจ "Big bike" ทั้งๆ ที่รถมอเตอร์ไซค์คันละเกือบแสนขึ้นไปจนถึงราคาหลักล้านบาทนี้เรียกได้ว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ยิ่งในยุคเศรษฐกิจตกต่ำอย่างนี้ด้วยแล้ว นอกจากนี้ รถบิ๊กไบค์ยังเป็นธุรกิจที่มีอยู่ก่อนแล้ว ไม่ใช่สินค้าแปลกใหม่ที่ไม่เคยมีในตลาด แต่จุดสำคัญ ที่ทำให้ Gen 4 แทรกตัวขึ้นมาในธุรกิจนี้ได้ เป็นเพราะเห็นช่องว่างและสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างแตกต่าง จึงมีโอกสาใหม่ๆ เกิดขึ้น

จุดเริ่มต้นของ Gen 4 ไม่ได้แตกต่างจากหลายๆ ธุรกิจที่เกิดมาจากความสนใจหรือความฝันของผู้ประกอบการคนหนึ่ง ที่มีความประทับใจในอะไรสักอย่างหรือแปรเปลี่ยนงานอดิเรก ของเล่นสนุกๆ ในยามว่าง ที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิต เป็นไลฟ์สไตล์ส่วนตัวมาก่อร่างสร้างเป็นธุรกิจขึ้นมา แต่ความแตกต่างอยู่ที่การเตรียมความพร้อมและความสามารถในการบริหารจัดการ

หลังจากตัดสินใจแล้วว่าจะลงมือริเริ่มธุรกิจใหม่เพราะธุรกิจที่ปรึกษาทางการประชาสัมพันธ์ที่ทำมาถึง 13 ปี อยู่ในจุดที่อยู่ตัวแล้ว และยังคิดว่าวัยที่ร่วงเลยไปเรื่อยๆ อาจจะกลายเป็นอุปสรรค "ชาญยุทธ ชาญวิถี" จึงชักชวน วีระพงศ์ เหล่าวานิช ซึ่งเป็นนักธุรกิจที่ชื่นชอบการขับขี่รถบิ๊กไบค์เหมือนกัน พร้อมทั้ง ยังได้วรวุธ พานิชกุล นักแข่งมืออาชีพ หรือ Biker กับธวัชชัย ตรีพิชิต ซึ่งมีความถนัดในเรื่องงานช่างมาเป็นทั้งทีมงานและหุ้นส่วน ทั้ง 4 คน ร่วมกันก่อตั้ง บริษัท เจนโฟร์ มอเตอร์ไบค์ จำกัด ขึ้นมาเมื่อ 2 ปีก่อน

"การที่เราคนเดียวจะมาเรียนรู้ใหม่หมดกับธุรกิจที่มีมาอยู่ก่อนนานแล้วจะเสียเปรียบคนที่อยู่มาก่อน เพราะฉะนั้นการหามือโปรมาช่วยเสริมกันเพราะถนัดคนละด้าน ทำให้เราสามารถก้าวทันคนอื่นได้ในเวลาที่ค่อนข้างเร็ว เพราะตอนนี้เราเป็นที่รู้จักในวงการนี้แล้ว"

แม้ว่ารูปแบบธุรกิจจะไม่แตกต่างแต่แนวคิดในการทำธุรกิจของ Gen 4 ต่างจากผู้ประกอบการรายอื่นๆ เริ่มแรกคือแนวคิดในการมองโอกาสธุรกิจด้วยการมุ่งเน้นไปที่การหากลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ซึ่งเป็นการสร้างฐานลูกค้าที่ต่างจากผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่มักจะมองแต่กลุ่มลูกค้ากลุ่มเดิม โดยใช้วิธีการกระตุ้นตลาดที่แตกต่าง เริ่มจากการทำประชาสัมพันธ์เฉพาะกลุ่ม ด้วยการนัดสมาชิกที่อยู่ในกลุ่มไปขับรถเที่ยว การออกบูทในศูนย์การค้า รวมทั้งการไปโชว์ตัวในงานอีเวนต์ ซึ่งเป็นโอกาสให้พบลูกค้าใหม่ที่มักจะสนใจเข้ามาทักทาย ทำให้ได้โอกาสแจกนามบัตร

ที่สำคัญคือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีโดยเน้นไปที่การเปิดรับทุกคนที่ให้ความสนใจอย่างเป็นมิตรโดยไม่ได้หวังว่าจะเกิดการซื้อขายตามมาหรือไม่ พร้อมกับการสร้างจุดเด่นในเรื่องการบริการ ไม่ว่าจะเป็นการพาไปขับอย่างถูกวิธีและปลอดภัย โดยมีสนามฝึกที่เป็นมาตรฐานและนักแข่งรถที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญมาช่วยฝึก รวมทั้งฝีมือของช่างที่สามารถแต่งรถหรือดูแลรถให้ทำออกมาแล้วใช้งานได้จริง ยังเป็นจุดแข็ง นอกจากนี้ ยังมีบริการจัดไฟแนนซ์เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าจ่ายได้ดีขึ้นและมีการดูแลรับซื้อขายแลกเปลี่ยน

"ในขณะที่รายอื่นๆ ส่วนมากจะกลุ่มเป้าหมายระดับ B ขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็น Triumph, BMW, Ducati และ Harley Davidson ซึ่งเป็นรถที่มีดีไซเนอร์แต่งอย่างสมบูรณ์แบบมาแล้ว เพราะฉะนั้น เราจึงเน้นกลุ่มเป้าหมายระดับ B ลงมาเป็นหลัก เพราะเป็นกลุ่มที่ยังมีช่องว่าง ไม่มีใครจับตลาดที่ชัดเจน และเห็นว่ามีลูกค้าที่ชอบสนุกกับการแต่งรถเอง เช่น ทำเฟรมใหม่ ทำสีใหม่ หรือรถสปอร์ตจากญี่ปุ่นอย่างซูซูกิ ถ้าจะเบรกที่ความเร็ว 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงต้องมีการปรับแต่งอุปกรณ์ใหม่ เพราะเบรกปรกติไม่พอ ซึ่งเรามีช่างที่มีความสามารถในการดูแลและให้คำปรึกษาแนะนำลูกค้าได้จริงๆ

มองอนาคตสดใส ปูทางสร้างความยั่งยืน
เนื่องจาก ธุรกิจนี้ยังมีภาพที่เรียกว่า "Gray market" เพราะมีการซื้อรถที่มีแต่ใบ Invoice ซึ่งเป็นอะไหล่นำเข้ามาประกอบและขับขี่โดยไม่จดทะเบียนและเสียภาษีให้ถูกต้องตามกฏหมาย แต่แนวทางการทำธุรกิจของ Gen 4 มองความถูกต้องในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมและต้องการสร้างความยั่งยืนในธุรกิจ ถึงแม้ว่าจะทำให้เสียโอกาสในการขายเพราะลูกค้าต้องจ่ายมากขึ้น ด้วยการขายรถทุกคันแบบมีการจดทะเบียนและจ่ายภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งทำให้การซื้อรถแต่ละคันของลูกค้าต้องมีค่าใช้จ่ายสุงขึ้นคันละประมาณ 5-8 หมื่นบาท

"ลูกค้าบางคนอยากจะประหยัดเงินและคิดว่าไม่เป็นไรถ้าตำรวจจับคงจะต่อรองได้ ในขณะที่ บางร้านก็คิดแค่อยากจะขายเท่านั้น แต่สำหรับเราอยากทำให้ถูกต้องมากกว่า เพราะเราไม่ได้ทำธุรกิจแบคิดแต่จะขายหรือต้องมีกำไรมากๆ แต่คิดว่าถ้าเราสามารถทำให้ธุรกิจยั่งยืนได้ ผลกำไรก็จะตามมาเอง นอกจากนี้ในอีกไม่เกิน 5 ปี ข้างหน้าค่าทะเบียนรถใหญ่นำเข้าจะเป็น 0% ทำให้โอกาสในการขายของเราสูงขึ้นอัตโนมัติ

อย่างไรก็ตาม ชาญยุทธ มองอนาคตของธุรกิจนี้ว่า น่าจะเติบโตไปได้อีกนาน เพราะปัจจุบันค่ายรถญี่ปุ่นรายใหญ่เข้ามาเปิดศูนย์บริการรถบิ๊กไบค์ ไม่ว่าจะเป็น ฮอนด้า ยามาฮ่า คาวาซากิ และซูซูกิ ซึ่งจะเป็นการเข้ามาช่วยขยายตลาด เพราะจะมีการกระตุ้นความนิยมให้เพิ่มมากขึ้น และจะเป็นประโยชน์โดยรวมเพราะไม่ใช้ลูกค้าทุกคนจะเข้าไปใช้บริการกับศูนย์ฯ ดังนั้น Gen 4 จึงเป็นทางเลือก

นอกจากนี้ ยังมองว่าเพราะผู้ชายทุกคนชอบความเร็วและใฝ่ฝันอยากจะมีรถบิ๊กไบค์เอาไว้ขับเล่น เพราะเสน่ห์อยู่ที่ความเท่ห์ของรถและเครื่องแต่งกาย รวมทั้งความสนุกกับการได้ขับขี่และได้มารวมกลุ่มพบปะคนที่ชอบเหมือนกัน

ในด้านการบริหารจัดการ ถึงแม้จะเป็นธุรกิจเล็กๆ มีทีมงานประมาณ 10 คนเท่านั้น แต่หากไม่มีแนวทางและวิธีบริหารจัดการที่ดีจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจได้ไม่น้อย โดยเฉพาะบางส่วนในทีม ซึ่งมีความเป็นศิลปินชอบความอิสระ ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องระเบียบกฏเกณฑ์หรือความคิดแบบธุรกิจทำให้ต้องปรับตัว ทั้งการใช้คำพูด การแสดงออกและค่อยๆ ใส่ความคิดเข้าไปให้เกิดความเข้าใจตรงกัน อย่างไรก็ตาม แนวทางในการทำธุรกิจที่หุ้นส่วนทุกคนคิดตรงกันคือต้องซื่อตรงต่อลูกค้า ไม่ตีหัวเข้าบ้าน เพราะเชื่อว่าจะเป็นรากฐานให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน นอกเหนือจากการใช้ความสมารถที่มีอยู่อย่างเต็มที่

ที่มา หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์