Showing posts with label mocyc market. Show all posts
Showing posts with label mocyc market. Show all posts

Friday, August 20, 2010

ดึง4ยักษ์มอเตอร์ไซค์"จีน-ยุโรป" เทงบตั้งฐานผลิตอมตะ200ไร่จีบซัพพลายเออร์เพิ่ม

"อมตะฯ" เซ็นสัญญาดึงผู้ผลิตรถจักรยานยนต์จีน-ยุโรป 4 ค่ายปักหลัก ตั้งฐานผลิตในนิคมอมตะฯกว่า 200 ไร่ เล็งดึงซัพพลายเออร์ผู้ผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์เข้าลงทุนเพิ่ม ตั้งเป้ารวมกลุ่มคลัสเตอร์ในระยะยาว พร้อมดันไทยขึ้นสู่ศูนย์กลางการผลิตในตลาดโลก

นายวิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทได้มีการเซ็นสัญญากับบริษัทผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ชั้นนำ 4 ราย โดยมาจากประเทศยุโรป 2 ราย และจีน 2 ราย เพื่อเข้ามาใช้พื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี บนพื้นที่กว่า 200 ไร่ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เป็นการตั้งโรงงานประกอบรถจักรยานยนต์สำเร็จรูปขนาดใหญ่ (super bike) พร้อมจำหน่ายในประเทศและส่งออก โดยนอกจากนี้บริษัทยังอยู่ในระหว่างการเจรจากับผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ค่ายยุโรปอีก 1 ราย คาดว่าจะสรุปผลได้ในเร็ว ๆ นี้

"เห็นได้ว่าสัญญาณของเศรษฐกิจไทยเริ่มเป็นบวกมากขึ้น จากการตัดสินใจเข้ามาลงทุนของนักลงทุนในขณะนี้ แม้ว่าจะมีปัญหาการเมืองอยู่บ้างแต่นักลงทุนยังมั่นใจด้วยศักยภาพการลงทุนในไทยที่จัดว่าเป็นฐานผลิตที่มีความแข็งแกร่งในภูมิภาคอาเซียน และการมีแรงงานที่มีศักยภาพ รวมทั้งการได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาบุคลากรขั้นสูง เพื่อเร่งป้อนแรงงานระดับฝีมือเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น อาทิ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกระทรวงอุตสาหกรรม"

หลังจากที่บริษัทยักษ์ใหญ่ตัดสินใจ เข้ามาลงทุนในพื้นที่นิคมอมตะฯ บริษัทได้เตรียมแผนการดำเนินงานในการเจรจา ดึงบริษัทซัพพลายเออร์ผู้ผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์ให้เข้ามาลงทุนในพื้นที่นิคมอมตะฯเพิ่มเติม โดยมีเป้าหมายป้อนชิ้นส่วนและอะไหล่ให้กับบริษัทผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ที่จะเข้ามาลงทุนเพิ่มอีกในอนาคต และ จะเร่งผลักดันให้พื้นที่การลงทุนของ อมตะฯเข้าสู่การลงทุนที่สมบูรณ์แบบมีความเชื่อมโยงเป็นกลุ่มคลัสเตอร์มากขึ้น ซึ่งจะทำให้อมตะก้าวขึ้นสู่ศูนย์กลางการผลิตในภูมิภาคอาเซียนและทั่วโลก

อย่างไรก็ดี ขณะนี้พื้นที่นิคมอมตะฯ เป็นพื้นที่มีศักยภาพในการเป็นฐานผลิตอะไหล่รถจักรยานยนต์ที่ได้มาตรฐานและตรงความต้องการของลูกค้า พร้อมที่จะป้อนสู่โรงงานในนิคมได้อย่างเพียงพอ ทั้งการผลิตรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่รุ่นพิเศษ และรถจักรยานยนต์ขนาดทั่วไป

ทั้งนี้ บริษัทมั่นใจว่าสถานการณ์ที่ดีขึ้นและการกลับเข้ามาของนักลงทุน จะส่งผลให้อมตะฯสามารถทำยอดขายที่ดิน ในปี 2553 เป็นไปตามเป้าหมาย 900 ไร่อย่างแน่นอน โดยปัจจุบันนักลงทุนที่เข้า มาลงทุนในนิคมส่วนใหญ่จะเป็นนักลงทุน ญี่ปุ่นกว่า 60% และ 30% เป็นนักลงทุนไทยและส่วนที่เหลือก็กระจายตัวกว่า 20 ประเทศ

เพิ่มเติม http://www.prachachat.net

Friday, July 16, 2010

ฟุตบอลโลก กับ สปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง เส้นทางยามาฮ่า เบียดตลาดสองล้อ

การแข่งขันฟุตบอลโลก หรือ ฟีฟ่า เวิลด์คัพ 2010 สิ้นสุดการรอคอยไปแล้วเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมานี้เอง สิ่งที่ยังเหลือให้ลุ้นกันต่อไปก็คงจะเป็นผลการจับฉลากผู้ร่วมทายผล ซึ่งมีเงินรางวัลก้อนโต จากหลายสำนักด้วยกัน

ยามาฮ่าเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีส่วนร่วมกับรางวัลชิ้นใหญ่ โดยร่วมกับพันธมิตรมอบรางวัลเงินสด 30 ล้านบาท และรางวัลรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า ฟีโน่, มีโอ 125 และ สปาร์ค นาโน อีก 30 คัน

นอกจากนั้นแล้ว ยามาฮ่ายังถือว่าเป็นองค์กรที่มีบทบาทหลักกับการแข่งขันฟุตบอลโลกปีนี้อย่างมาก ทั้งการเป็นผู้สนับสนุนการถ่ายทอดสดครบทุกนัด การจัด "ยามาฮ่า ฟุตบอล ปาร์ค" ที่สนามศุภชลาศัย การจัด "ยามาฮ่า ฟุตบอล เฟสติวัล" 8 จังหวัด นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกหลายรายการ เช่น การดึงนักเตะทีมเมืองทองหนองจอก ยูไนเต็ด มาเป็นพรีเซ็นเตอร์งานโฆษณา มีโอ 125 รวมถึงกิจกรรมคัดเลือกลูกค้า ตัวแทนจำหน่าย สื่อมวลชน ไปชมการแข่งขันที่แอฟริกาใต้

จินตนา อุดมทรัพย์ ผู้จัดการใหญ่ด้านการค้า ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ บอกว่าผลการสำรวจที่ผ่านมาพบว่า คนไทยประมาณ 44 ล้านคน ดูการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก ที่มีการถ่ายรวม 64 แมทช์ มีโฆษณาวันละ 21 สปอต ดังนั้น การเป็นสปอนเซอร์ร่วมในการถ่ายทอดสดจะช่วยสร้างการรับรู้และสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้ดีขึ้น

นั่นเป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่ทำให้ปีนี้ยามาฮ่า ควักเงินรวม 100 ล้านบาท สำหรับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลโลก
จินตนาบอกว่า ไม่เพียงแต่ฟุตบอลโลกเท่านั้น แต่ในช่วงที่ผ่านมายามาฮ่าหันมาให้ความสำคัญกับกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ตมากขึ้น โดยปีนี้ใช้งบประมาณรวม 150 ล้านบาท จากงบการตลาดรวม 1,000 ล้านบาท

ความเคลื่อนไหวของยามาฮ่าในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา ถือว่ามีความน่าสนใจอย่างยิ่งโดยเฉพาะการสามารถเพิ่มยอดขายและส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ล่าสุด คือ 28% ซึ่งนอกจากการมีสินค้าที่ตรงกับความต้องการแล้ว อีกส่วนหนึ่งก็คือ การประสบความสำเร็จจากการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกิจกรรมด้านดนตรี หรือ มิวสิค มาร์เก็ตติ้ง ที่ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง

"แนวทางของเราก็คือ จะจัดอะไรก็ได้ที่เห็นว่ามีอิมแพคท์กับกลุ่มลูกค้า มิวสิค ยามาฮ่าก็ยังจัดอยู่ แต่การเข้าสู่สปอร์ต เพราะเราต้องการสร้างความแตกต่าง ฉีกรูปแบบการตลาดที่เริ่มมีคนหันมาทำเหมือนกันเยอะขึ้น"

จินตนา บอกว่า ทั้งนี้การให้ความสำคัญกับสปอร์ตมาร์เก็ตติ้งเกิดจากการสำรวจความต้องการของลูกค้า และพบว่าฟุตบอลเป็นกีฬาที่ชื่นชอบมากที่สุด ดังนั้นที่ผ่านมาจึงได้เห็นยามาฮ่าเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เช่น การเป็นผู้สนับสนุนทีมเมืองทองหนองจอกมาแล้ว 3 ปี การสนับสนุนการถ่ายทอดพรีเมียร์ ลีก การจัดแข่งขันฟุตบอลกิจกรรมปลีกย่อยอย่างการชวนลูกค้าชมฟุตบอลตามร้านอาหาร

"กิจกรรมนี้เป็นกลุ่มย่อยๆ ไม่ต้องการคนมาก แค่ 200-300 คนต่อครั้ง ก็พอ แต่ให้ผลตอบรับที่ดี ทั้งนี้กิจกรรมด้านกีฬาของเราจะแตกต่างกันไปแล้วแต่รุ่นรถ และกลุ่มลูกค้า"

และในเร็วๆ นี้ ยามาฮ่า ก็เตรียมจัดการแข่งขันฟุตบอลเยาวชน ยามาฮ่า อาเซียน คัพ ยู 13 อีกด้วย

ผู้บริหารยามาฮ่า บอกว่าผลที่ได้จากกิจกรรมด้านกีฬาเห็นผลชัดเจน เช่น ล่าสุด มีโอ 125 สามารถทำสถิติการขายได้สูงสุดช่วงเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา

พร้อมกันนี้ ยามาฮ่า ก็รุกตลาดมีโอ 125 อีกครั้ง ด้วยกีฬาแข่งรถ นั่นคือการส่งรุ่น โมโตจีพี รอสซี่ อิดิชั่น ที่ผลิตออกมา 3,000 คัน เจาะตลาดผู้ที่ชื่นชอบการแข่งรถ และ วาเลนติโน่ รอสโซ่ นักแข่งโมโตจีพี ดีกรีแชมป์โลกหลายสมัย สังกัดทีมยามาฮ่า

ทั้งนี้ สำหรับกลยุทธ์สปอร์ตมาร์เก็ตติ้งของยามาฮ่านั้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสนับสนุนด้านงบประมาณเท่านั้น แต่ที่ผ่านมามีหลายๆ กิจกรรมที่ลงลึกไปมากกว่านั้น เช่น โครงการ "ยามาฮ่า ฟุตบอล คลินิก" ที่เปิดคอร์สสอนให้เยาวชน และลูกค้า และบุคคลทั่วไป

จินตนา เคยบอกไว้ว่า การทำสปอร์ตมาร์เก็ตติ้งเป็นแผนการระยะยาวที่เรากำหนดไว้ ซึ่งไลฟ์สไตล์ของเยาวชนคนรุ่นใหม่หันมาเล่นกีฬา ยามาฮ่าจะเดินนโยบายในด้านนี้ และการลงไปถึงระดับชุมชนเป็นการทำซีเอสอาร์อย่างหนึ่ง ที่ช่วยให้เด็กๆ ในท้องถิ่นได้มีโอกาสเล่นฟุตบอลในระดับที่พัฒนาขึ้น อนาคตเราวางเป้าหมายทำฟุตบอล คลินิก ทุกจังหวัด

แต่สิ่งหนึ่งผู้บริหารไม่ได้บอก ก็คือ การรับรู้ ความสนใจ และความภักดีต่อสินค้า ก็จะเกิดขึ้นได้จากกิจกรรมเหล่านี้เช่นกัน

เพิ่มเติม http://www.bangkokbiznews.com

"2ล้อฮอนด้า"ฉลุย 5เดือนขาย5แสน "ออโต"มัดอยู่หมัด

"ฮอนด้า" ตอกย้ำความเป็นผู้นำ พร้อมทำตลาดรถ เอ.ที.ขึ้นเป็นที่ 1 กวาดสัดส่วนถึง 56% รถหัวฉีดสุดฟีเวอร์ต้อนรับเปิดเทอมใหม่ ชี้ชัดวัยรุ่นไทยนิยมใช้ โตพรวด 63%

นายธีระพัฒน์ จิวะพงศ์ กรรมการบริหารฝ่ายขาย บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดรถจักรยานยนต์ว่า "ช่วงระยะเวลา 5 เดือนที่ผ่านมามีปริมาณยอดสะสมทั้งสิ้น 750,607 คัน โตขึ้น 26.84% ส่วนฮอนด้าขายได้ 518,865 คัน คิดเป็น 69.12% ของตลาด"

"สะท้อนตัวเลขเชิงลึกที่ชี้ให้เห็นถึงการเติบโตของกลุ่มรถจักรยานยนต์ประเภท เอ.ที.ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นมาเป็นลำดับ คาดการณ์ว่ารถจักรยานยนต์ประเภท เอ.ที.จะสร้างความคึกคักและความตื่นตัวให้กับตลาดได้ต่อไป ซึ่งฮอนด้าสามารถกวาดแชร์เซ็กเมนต์ดังกล่าวได้สูงถึง 56% หรืออยู่ที่ 43,510 คัน"

ขณะที่ฮอนด้าในฐานะผู้นำตลาดตัวจริงได้นำเอากลยุทธ์ส่งเสริมการตลาดมาใช้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการผลักดันตลาดรถประเภท เอ.ที.ตลอดมาด้วยการเปิดเกม

รุกกิจกรรมสานต่อไลฟ์สไตล์ความสนุก และเป็นการต้อนรับมหกรรมเกมกีฬายอด นิยมของมวลมนุษยชาติ การแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 โดยร่วมกับร้านผู้จำหน่ายรถ จักรยานยนต์ฮอนด้าทั่วประเทศจัดแคมเปญ "เกาะติดอังกฤษ สู้ศึกลูกหนังโลก ลุ้นโชคทุกรอบกับฮอนด้าสกู๊ปปี้ ไอ" พร้อมทั้งร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมรณรงค์ "เชียร์กีฬาอย่างสร้างสรรค์ ห่างไกลการพนันและยาเสพติด" แก่สังคมไทย จนได้รับการตอบรับจากผู้ใช้รถจักรยานยนต์ฮอนด้าและประชาชนทั่วไปอย่างล้นหลาม เนื่องจากไม่ว่าจะ "ทายถูกหรือทายพลาด" ก็สามารถลุ้นรับโชคจากแคมเปญนี้ได้โดยไม่มีเงื่อนไข ใด ๆ ทั้งสิ้น อีกทั้งยังเปิดให้ผู้สนใจมาขอรับคูปองทายผลได้ใหม่แบบไม่อั้น ซึ่งขณะนี้มีประชาชนที่มาขอรับคูปองทายผลลุ้นโชคกับสกู๊ปปี้ ไอ รวมกว่า 1 ล้านใบ

รายงานตัวเลขตลาดรวมรถจักรยานยนต์ทุกประเภทเดือนพฤษภาคม 2553 มียอดจำหน่ายทั้งสิ้น 149,696 คัน ฮอนด้า 100,266 คัน ส่วนแบ่งตลาด 67%, ยามาฮ่า 40,826 คัน มีส่วนแบ่งตลาด 27%, ซูซูกิ 5,412 คัน ส่วนแบ่งตลาด 4% ที่เหลือเป็นยี่ห้ออื่น ๆ

เพิ่มเติม http://www.prachachat.net

ตลาดรวม “มอ’ไซต์” พ.ค. ยอดขายแตะ 150,000 คัน

ตลาดรวมรถยจักรยานต์ เดือนพ.ค. ยอดขายพุ่ง 10.57 % มียอดจำหน่าย 149,676 คันเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา ฮอนด้าครองตลาดถึง 56%

ภาพรวมตลาดรถจักรยานยนต์ไทยประจำเดือนพฤษภาคม 2553 ฉลุย มีปริมาณยอดการจำหน่ายทั้งสิ้น 149, 676 คัน เติบโตขึ้น 10.57% หรือ 14,305 คัน เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยรถประเภท เอ.ที. ฮอตฮิตสุดขั้ว ด้วยอัตราเติบโตสูงสุดถึง 52% สูงกว่ารถจักรยานยนต์ประเภทครอบครัวที่มีสัดส่วน 45% ส่งผลให้ฮอนด้าครองส่วนแบ่งทางการตลาดได้เป็นอันดับ 1 ในทุกเซ็กเม้นท์ที่ฮอนด้ามีการวางจำหน่าย ขณะที่เทรนด์การขับขี่ใหม่ระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีดฟีเว่อร์สุดๆ โกยสัดส่วนตลาดรวมสูงสุด 63% ชี้ชัดในความยอดนิยมของรถจักรยานยนต์ฮอนด้าได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะช่วงเปิดภาคเรียนใหม่ สะท้อนวัยรุ่นไทยนิยมใช้รถแบบหัวฉีดเพิ่มขึ้นอย่างน่าทึ่ง ฮอนด้ายังคงเดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดตัวจริงด้านกลยุทธ์การตลาด โดยรวมกับดีลเลอร์ทั่วประเทศจัดแคมเปญ “เกาะติดอังกฤษ สู้ศึกลูกหนังโลก ลุ้นโชคทุกรอบกับฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ”สร้างความฮือฮาให้วงการ เนื่องจากมีผู้สนใจขอคูปองทายผลจากร้านผู้จำหน่ายในจำนวนมากกว่า 1 ล้านใบ ทั้งที่ยังไม่หมดกำหนดรับคูปอง ถือว่าบรรลุผลสำเร็จเกินความคาดหมาย ในการใช้กลยุทธ์การตลาดแนวใหม่ รวมทั้งได้ภาพลักษณ์และกระตุ้นยอดขายให้แก่รถหัวฉีด
นายธีระพัฒน์ จิวะพงศ์ กรรมการบริหารฝ่ายขาย บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดรถจักรยานยนต์ว่า “ช่วงระยะเวลา 5 เดือนที่ผ่านมา มีปริมาณยอดสะสมจดทะเบียนป้ายวงกลมของรถจักรยานยนต์ทั้งสิ้น 750,607 คัน เทียบเท่าอัตราการเติบโตของตลาดสูงถึง 26.84% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีจำนวน 591,755 คัน ซึ่งมีปริมาณการจดทะเบียนเพิ่มขึ้น 158,852 คัน นับเป็นสัญญาณที่ดีของการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยฮอนด้าขานรับสัญญาณการเติบโตของทิศทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่โดยมียอดจดทะเบียนรวมระยะเวลา 5 เดือนที่ผ่านมา 518,865 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาดที่ 69.12%”

หากศึกษาในรายละเอียดจะพบว่า ภายใต้สัญญาณการเติบโตตลาดในภาพรวม สะท้อนตัวเลขเชิงลึกที่ชี้ให้เห็นถึงกระแสการเติบโตของกลุ่มรถจักรยานยนต์ประเภท เอ.ที. ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นมาเป็นลำดับ และครองสัดส่วนความนิยมสูงกว่ารถประเภทครอบครัว โดยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีอัตราครองตลาดสูงถึง 52% เหตุผลหนึ่งของการเติบโตนี้ เพราะเป็นผลจากการที่ทุกค่ายผู้ผลิตต่างแข่งขันและชิงความนิยมกันเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีการใช้กลยุทธ์ในการส่งเสริมการจำหน่าย ผลักดันแคมเปญต่างๆ เพื่อสร้างความน่าสนใจให้กับตัวสินค้ามากขึ้น คาดการณ์ว่ารถจักรยานยนต์ประเภท เอ.ที. จะสร้างความคึกคักและความตื่นตัวให้กับตลาดได้ต่อไป ซึ่งฮอนด้าสามารถกวาดแชร์เซกเมนต์ดังกล่าว ได้สูงถึง 56 % หรืออยู่ที่ 43,510 คัน จากยอดจดทะเบียนประเภทรถ เอ.ที. รวมทั้งหมด 78,161 คัน รองลงมาเป็นยามาฮ่า 43 % และซูซูกิ 1 %

รายงานตัวเลขตลาดรวมรถจักรยานยนต์ทุกประเภทเดือนพฤษภาคม 2553 มียอดจำหน่ายทั้งสิ้น 149,696 คัน แบ่งเป็นรถจักรยานยนต์แบบ เอ.ที. 78,161 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 52% โดยขึ้นนำรถจักรยานยนต์แบบครอบครัวที่มียอดจดทะเบียนอยู่ที่ 67,334 คัน หรือเทียบเท่าสัดส่วนตลาด 45% รถจักรยานยนต์แบบครอบครัวกึ่งสปอร์ตมีจำนวน 1,706 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 1% แบบออฟโรด 1,582 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 1% แบบสปอร์ตและประเภทอื่นๆ 893 คัน มีสัดส่วนตลาดกว่า 1%

หากแบ่งแยกเป็นยอดจดทะเบียนตามประเภทของผู้ผลิตในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รถจักรยานยนต์ฮอนด้า 100,266 คัน เทียบ เท่าอัตราครองตลาด 67%, ยามาฮ่า 40,826 คัน อัตราครองตลาด 27%, ซูซูกิ 5,412 คัน อัตราครองตลาด 4%, อื่นๆ ได้แก่ คาวาซากิ 1,768 คัน , เจอาร์ดี 48 คัน, แพล็ตตินั่ม 68 คัน, ไทเกอร์ 139 คัน และอื่นๆ 1,149 คัน

เพิ่มเติม http://www.bangkokbiznews.com

Wednesday, June 30, 2010

ขิงแก่คึกดันบิ๊กไบค์เกิด...ค่ายจยย.ยักษ์ขยับลุย

รัฐบาลขิงแก่ได้ที หลังผลักดันอีโคคาร์สำเร็จ เตรียมผลักดันโครงการสนับสนุนไทย เป็นฐานการผลิตรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ หรือบิ๊กไบค์ ตั้งแต่ขนาดเครื่องยนต์ 500 ซีซีขึ้นไป หลังจากค่ายรถระดับนำของโลกจากอังกฤษ “ไทรอัมพ์” ตัดสินใจนำเม็ดเงินกว่า 3,500 ล้านบาท ลงทุนตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนและประกอบในไทย ที่จังหวัดระยอง

และแน่นอนแผนผลักดันดังกล่าว ย่อมต้องได้รับความสนใจจากค่ายรถยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันยึดตลาดรถจักรยานยนต์ขนาดเล็กในไทยอยู่ เพราะก่อนหน้านี้ประกาศรุกตลาดบิ๊กไบค์แล้ว โดย “ยามาฮ่า” ลุยแน่นอนปลายปีนี้ พร้อมลงทุนกว่า 15 ล้านบาท เปิดโชว์รูมรองรับโดยเฉพาะ ขณะที่เจ้าตลาด “ฮอนด้า” แม้จะยังสงวนท่าที แต่ก็รับกำลังศึกษาแผนนำผลิตภัณฑ์ประเภทใหม่ๆ รวมถึงบิ๊กไบค์ หรือสกู๊ตเตอร์ขนาดใหญ่มาเสริมตลาดเช่นกัน
หลังจากรัฐบาลขิงแก่ภายใต้การนำของ “พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์” นายกรัฐมนตรี ได้ผลักดันโครงการรถประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล หรืออีโคคาร์ คลอดออกมาเป็นรูปเป็นร่าง และก็มีค่ายรถ “ฮอนด้า” เด้งรับลูกประกาศลงทุนไปแล้ว ด้วยมูลค่าโครงการกว่า 6.2 พันล้านบาท และยังมีอีกหลายค่ายที่สนใจเช่นกัน เพียงแต่ต้องขอศึกษาตามกรอบเวลาที่รัฐบาลเปิดโอกาสให้ จึงยังไม่เปิดตัวออกมาชัดเจนเท่านั้น

โครงการอีโคคาร์จึงทำให้รัฐบาลขิงแก่ยิ้มแป้นทีเดียว และจะว่าไปแล้วถือเป็นผลงานชิ้นแรก ที่รัฐบาลขิงแก่ดำเนินการสำเร็จเป็นรูปธรรมชัดเจนก็ว่าได้ นี่จึงทำให้รัฐบาลขิงแก่ดูเหมือนจะคึกคักสุดขีด และเตรียมผลักดันโครงการใหม่ออกมาเสียบต่ออีโคคาร์ทันที
โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่ากระทรวงอุตสาหกรรม “โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฏ์” เปิดเผยภายหลังจากการเดินทางไปเยือนสหราชอาณาจักรและอิตาลี่ ระหว่างวันที่ 25-29 กรกฏคมที่ผ่านมาว่า

จากการพูดคุยกับ นายจอห์น บลัวร์ ประธานบริษัท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ หรือบิ๊กไบค์ อันดับ 7 ของโลก ภายใต้ชื่อยี่ห้อ “ไทรอัมพ์” ทราบว่าให้ความสนใจลงทุนในไทยเป็นมูลค่ากว่า 3,500 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี ในการสร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วนบิ๊กไบค์ และทำการประกอบ ที่จังหวัดระยอง โดยจะเริ่มผลิตเครื่องยนต์ในปี 2551 เป็นต้นไป

"จากการลงทุนของไทรอัมพ์ดังกล่าว ทำให้รัฐบาลสนใจที่จะขยายฐานการผลิตรถบิ๊กไบค์ เพื่อให้ครบวงจรมากขึ้น จากปัจจุบันไทยเป็นฐานการผลิตรถจักรยานยนต์ขนาดเล็กที่สำคัญของโลกแล้ว โดยให้นายสาธิต ชาญเชาวน์กุล เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ กำหนดแผนส่งเสริมการลงทนผลิตมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ ที่มีเครื่องยนต์ขนาด 500 ซีซีขึ้นไป ซึ่งทั่วโลกมีความต้องการมากกว่า 100,000 คันต่อปี"

ส่วนการกำหนดรายละเอียดการส่งเสริมการลงทุนคล้ายกับการผลิตรถยนต์อีโคคาร์ เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถบิ๊กไบค์ของโลก และมั่นใจว่านอกเหนือจากไทรอัมพ์แล้ว ยังมีผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ในไทยอีก 2-3 ราย ที่จะให้ความสนใจนโยบายดังกล่าว คาดว่าแผนการส่งเสริมการลงทุนจะแล้วเสร็จในเร็วๆ นี้

นั่นคือไอเดียบรรเจิดของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอุตสาหกรรม ซึ่งกลับมามีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม ภายหลังจากผลักดันโครงการอีโคคาร์แจ้งเกิดสำเร็จ และจะว่าไปแล้วโอกาสผลักดันโครงการบิ๊กไบค์ให้สำเร็จ ดูจะง่ายกว่าอีโคคาร์เสียด้วยซ้ำ

ทั้งนี้ปริมาณตลาดรถบิ๊กไบค์ในไทยเองก็ไม่ได้ใหญ่โตนัก การที่ไทรอัมพ์มาลงทุนผลิตชิ้นส่วนและประกอบในไทย คงน่าจะมาจากเรื่องของอัตราค่าแรงของไทยไม่สูงมาก ขณะที่ศักยภาพของผู้ผลิตชิ้นส่วนอยู่ในระดับมาตรฐานสากลอยู่แล้ว การมาตั้งโรงงานในไทยจึงมุ่งที่การส่งออกมากกว่า การชิงหักเหลี่ยมโหดของค่ายรถจักรยานยนต์เจ้าเก่าและเจ้าใหม่ จึงไม่น่าจะรุนแรงมากเหมือนกับรถยนต์ ยิ่งเมื่อรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนเป็นกรณีพิเศษคล้ายกับอีโคคาร์ จึงน่าจะทำให้แต่ละค่ายตอบรับด้วยดี

ในส่วนของไทรอัมพ์เป็นบิ๊กไบค์ที่เพิ่งเข้ามารุกตลาดไทยอย่างจริงจัง เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หลังจากมีการชิมลางมาได้ระยะหนึ่ง ด้วยการแต่งตั้งบริษัท บริทไบค์ จำกัด ภายใต้การนำของพระเอกร่างบึก “ดอม เหตระกูล” และเพื่อนๆ เป็นผู้แทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในไทย

สำหรับระยะแรกนี้บริทไบค์จะนำเข้าบิ๊กไบค์ไทรอัมพ์มาทำตลาดก่อน โดยในการเปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการ ได้ประกาศจะนำเข้ารถมาทำตลาดในไทยทั้งสิ้น 12 รุ่น ครอบคลุม 3 สไตล์ การขับขี่ของผู้บริโภค ได้แก่ รถแบบโมเดิร์น คลาสสิค ซึ่งขับขี่ง่ายมีรุ่น Bonneville, Bonneville T100, Scramble และ Thruxton อีกแบบรถสปอร์ต เช่นรุ่น Daytona 675, Speed Triple, Sprint ST และ Tiger 1050 และสุดท้ายแบบครุยเซอร์ไลน์ซุปเปอร์เดินทางไกล อาทิ America, Speed Master, Rocket 3 และ Rocket 3 Classic

โดยบิ๊กไบค์ไทรอัมพ์ที่นำเข้ามาจำหน่าย จะมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่คันละ 5 แสนบาท ไปจนถึง 1.2 ล้านบาท โดยบริทไบค์ รับประกัน 2 ปี ไม่จำกัดระยะทาง โดยในส่วนของเครือข่ายนอกจากในกรุงเทพฯ ภายในสิ้นปีนี้เตรียมจะขยายครอบคลุมหัวเมืองใหญ่ เชียงใหม่ ภูเก็ต และพัทยาด้วย

ต่อไปนี้คงต้องจับตาบิ๊กไบค์ยี่ห้อนี้ให้ดี แม้ปัจจุบันชื่อเสียงไทรอัมพ์ในเมืองไทย จะรู้จักกันเพียงเฉพาะกลุ่มเท่านั้น แต่หากรัฐบาลขิงแก่ผลักดันและให้การสนับสนุนบิ๊กไบค์กรณีพิเศษสำเร็จ เชื่อว่าไทรอัมพ์จะประกาศศักดาแบรนด์รถระดับโลกให้ชาวไทยได้รับรู้กันมากกว่านี้แน่ๆ

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าบรรดาค่ายรถยักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น จะปล่อยตลาดนี้ให้กับค่ายรถสัญชาติยุโรป อย่างไทรอัมพ์ที่กำลังเดินหน้าทั้งผลิตและขายในไทย หรือบีเอ็มดับเบิลยูที่ทำตลาดในไทยมาได้ระหนึ่งแล้ว เพราะบรรดารถจักรยานยนต์ญี่ปุ่นได้ให้ความสนใจรุกตลาดบิ๊กไบค์อย่างจริงจังเช่นกัน

เริ่มจาก “ยามาฮ่า” ที่ประกาศชัดเจนปีนี้ทำตลาดบิ๊กไบค์แน่นอน โดยในงานมอเตอร์โชว์เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้มีการนำบิ๊กไบค์ถึง 6 รุ่นมาเผยโฉมให้ลูกค้าได้ยลโฉม ก่อนเปิดขายอย่างเป็นทางการช่วงปลายปีนี้ ที่สำคัญได้ลงทุนเตรียมเปิดโชว์รูมมูลค่ากว่า 15 ล้านบาท ที่บริเวณด้านหลังศูนย์การค้าเอสพลานาด บนถนนรัชดาภิเษก เพื่อรองรับการทำตลาดบิ๊กไบค์เพียงอย่างเดียว ขณะที่ต่างจังหวัดเล็งขยายไปที่เชียงใหม่ และพัทยา เช่นเดียวกับไทรอัมพ์เพราะมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจำนวนมาก

“บิ๊กไบค์ยามาฮ่าที่จะนำมาจำหน่าย มีตั้งแต่ขนาด 400-1300 ซีซี ราคาเริ่มต้นที่ 2-3 แสนบาทขึ้นไป แม้ตลาดรถจักรยานยนต์ในไทยจะหดตัว แต่บิ๊กไบค์เจาะตลาดเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบรถประเภทนี้พิเศษ ราคาจึงไม่เป็นอุปสรรค์แต่อย่างใด โดยช่วงแรกยามาฮ่าตั้งเป้าขายเดือนละประมาณ 20 คัน”

จินตนา อุดมทรัพย์ ผู้จัดการใหญ่ด้านการค้า บริษัท ไทยยามาฮ่า มอเตอร์ จำกัด กล่าวและว่า โดยรถที่จะนำเข้ามาทำตลาดคาดว่าจะเป็นรุ่น Majesty 400 บิ๊กสกู๊ตเตอร์ขนาด 400 ซีซี รุ่น YZF-R1 บิ๊กไบค์ขนาด 998 ซีซี รุ่น YZF-R6 ซูเปอร์สปอร์ตจากสนามแข่ง 599 ซีซี รุ่น FZ1 Fazer ขนาด 998 ซีซี FZ6 เครื่องยนต์ 600 ซีซี และรุ่น FJR1300A ขนาดเครื่องยนต์ 1298 ซีซี

ส่วนค่ายยักษ์ใหญ่ “ฮอนด้า” แม้จะยังไม่เผยไต๋ชัดเจนนัก ประกอบกับยังไม่ทราบถึงไอเดียผลักดันให้มีการผลิตบิ๊กไบค์ในไทย โดยการสนับสนุนและส่งเสริมการลงทุนเป็นกรณีพิเศษจากรัฐบาลชิงแก่ แต่ก่อนหน้านี้ก็แย้มออกมาถึงความสนใจที่จะขยายผลิตภัณฑ์ประเภทใหม่ๆ สู่ตลาดในไทย ไม่ว่าจะเป็นบิ๊กไบค์ หรือสกู๊ตเตอร์ขนาดใหญ่

“หากมองสภาวะตลาดขณะนี้ บิกไบค์และสกู๊ตเตอร์ขนาดใหญ่ ยังถือเป็นรถเฉพาะกลุ่มอยู่ แต่อนาคตก็ย่อมต้องขยายตัวมากขึ้น ส่วนจะเป็นเมื่อไหร่ฮอนด้ากำลังศึกษาอยู่ ซึ่งในการเพิ่มไลน์สินค้าของฮอนด้า ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก และแน่นอนก็ย่อมต้องเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เมื่อถึงเวลาตลาดรถประเภทนี้เมื่อไหร่ ฮอนด้าก็พร้อมที่จะทำตลาดเช่นกัน” ชินโกะ คิมาตะ กรรมการบรหารและผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาด บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัดกล่าว

จากความเคลื่อนไหวของสองค่ายยักษ์ใหญ่รถจักรยานยนต์ในไทย โดยเฉพาะยามาฮ่าที่มีความชัดเจนแน่นอน กับการทำตลาดบิ๊กไบค์ในไทย หรือฮอนด้าที่แม้ะยังตอบแบบสงวนท่าทีอยู่ แต่ก็ยืนยันพร้อมจะทำตลาดเช่นกัน หากตลาดมีความต้องการ

เหตุนี้เมื่อรัฐบาลขิงแก่ประกาศนโยบายชัดเจน ที่จะผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตบิ๊กไบค์ของโลก ด้วยการสนับสนุนส่งเสริมเป็นกรณีพิเศษ เช่นเดียวกับอีโคคาร์ จึงน่าจะทำให้สองค่ายยักษ์ใหญ่ ที่มีโรงงานผลิตรถจักรยานยนต์ในไทยใหญ่ติดอันดับต้นๆ ของโลก พร้อมที่จะตอบรับทันทีเช่นกัน

เพิ่มเติม http://www.oknation.net

Monday, June 14, 2010

จักรยานยนต์โตสวนกระแส128%

ตลาดรถจักรยานยนต์เดือนเมษายน ยอดขายพุ่ง128% สวนทางเหตุจลาจลใหญ่ ฮอนด้ายิ้มเครื่องหัวฉีดครองตลาด 57 % คาดเดือน พฤษภาคมโรงเรียนเปิดเทอมดันยอดพุ่งทะยาน จัดแคมเปญ"ดูดีๆหัวฉีดหรือเปล่า"เกทับคู่แข่ง

นายธีรพัฒน์ จิวะพงศ์ กรรมการบริหารงานขาย บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดรถจักรยานยนต์ไทยเดือนเมษายน ที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะคึกคักและมีการจับจ่ายใช้สอยค่อนข้างมากเนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลงานสงกรานต์ของไทย แต่ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับการใช้จ่ายซื้อสินค้าอุปโภค, บริโภค รวมทั้งรถจักรยานยนต์ เปิดตัวเลขในเดือนแรกไตรมาสสองที่ 134,516 คัน ลดลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ยังเติบโตขึ้น 128% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว แต่สิ่งที่น่าจับตามองในช่วงสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่มั่นคงดังกล่าว ผู้บริโภครอบคอบต่อการใช้จ่ายและเล็งเห็นความคุ้มค่ามากที่สุด

"สถานการณ์การเมืองส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม แต่รถจักรยานยนต์ระบบหัวฉีด PGM-FI ของฮอนด้าที่สร้างความคุ้มค่าสูงสุดในการตัดสินใจซื้อรถจักรยานยนต์ โดยมียอดจดทะเบียนป้ายวงกลมในเดือนเมษายนจำนวน 80,849 คัน คิดเป็นสัดส่วนตลาดถึง 60 % เมื่อเปรียบเทียบกับระบบคาร์บูเรเตอร์ ส่วนคาดการณ์ยอดขายในเดือนพฤษภาคม ภาพรวมยอดขายน่าจะเติบโตขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงที่โรงเรียนเปิดเทอม ซึ่งทางบริษัทได้ผลักดันให้ผู้จำหน่ายร่วมจัดกิจกรรมและแคมเปญต้อนรับเปิดเทอม พร้อมกับจัดแคมเปญประชาสัมพันธ์ เพื่อเชิญชวนผู้ซื้อว่า "ดูดีๆหัวฉีดหรือเปล่า"

นายธีรพัฒน์ กล่าวต่อไปว่า ฮอนด้าตัดสินใจปรับสายการผลิตทั้งหมดในประเทศไทยเป็นระบบหัวฉีด PGM-FI ซึ่งเป็นการตัดสินใจของผู้นำที่จะนำพาเทคโนโลยีที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจเลือกจึงเป็นสัญญาณที่ดีในการเติบโตของรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย ในการปรับเปลี่ยนเป็นระบบหัวฉีดทั้งหมดและเพื่อเป็นการผลักดันตลาดโดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ในกลุ่ม เอที หัวฉีดของฮอนด้ายังคงเพิ่มการตอบรับจากผู้ใช้วัยรุ่นได้อย่างต่อเนื่องดูได้จากการครองอันดับ 1 อย่างเหนียวแน่นด้วยสัดส่วนตลาดถึง 57%

สำหรับรายงานตัวเลขรถจักรยานยนต์ในเดือนเมษายน 2553 มียอดจำหน่ายรวมที่ 134,516 คัน แบ่งเป็นรถจักรยานยนต์แบบ เอที 68,832 คัน เทียบเท่าสัดส่วน 51% ซึ่งขึ้นนำรถจักรยานยนต์แบบครอบครัวที่มียอดจดทะเบียนที่ 60,577 คันหรือเทียบเท่าสัดส่วนตลาด 45% สำหรับรถจักรยานยนต์ครอบครัวกึ่งสปอร์ตมีจำนวน 2,245 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 2% แบบสปอร์ต 691 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 1% และแบบออฟโรดรวมประเภทอื่นๆ 2,171 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาดกว่า 1%

ในขณะที่หากแบ่งแยกเป็นยอดจดทะเบียนตามประเภทของผู้ผลิตในเดือนเมษายนรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า 91,989 คัน เทียบเท่าอัตราครองตลาด 68% ยามาฮ่า 34,868 คัน อัตราครองตลาด 26% ซูซูกิ 4,735 คัน อัตราครองตลาด 4% อื่นๆได้แก่ คาวาซากิ 1,751 คัน เจอาร์ดี 20 คัน , แพล็ตตินั่ม 56 คัน และอื่นๆ 964 คัน

"คาร์บูเรเตอร์"ยังโดนใจสิงห์นักบิด "สแมช"เพิ่มกำลังผลิตเท่าตัวลุยเกาะกระแสบอลโลก

ซูซูกิลั่น สแมชขายดีสุด เล็งเพิ่มกำลังผลิตเป็น "หมื่น" คันต่อเดือน ชี้อาศัยข้อได้เปรียบด้านต้นทุน หลังพัฒนาเทคโนโลยีแต่ยังคงใช้ระบบคาร์บูเรเตอร์ ส่งผลให้รถได้รับความนิยม

นายเลิศศักดิ์ นววิมาน ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายและการตลาด บริษัท ไทยซูซูกิมอเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาและพิจารณาการปรับเพิ่มตัวเลขเป้าหมายการจำหน่ายในปีนี้ว่าจะมากกว่า 100,000 คันอย่างแน่นอน หลังจากช่วงที่ผ่านมาตลาดรถจักรยานยนต์โดยรวมไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและการเมืองแต่อย่างใด ประกอบกับยอดขายของบริษัทในช่วงที่ผ่านมาถือว่าได้รับการตอบรับจากลูกค้าค่อนข้างดี

โดยเฉพาะซูซูกิ สแมช ที่ขณะนี้บริษัทต้องพิจารณาปรับเพิ่มกำลังการผลิต จากเดิมที่คาดว่าจะขายเฉลี่ยเดือนละ 5,000 คันต่อเดือน เพิ่มเป็น 10,000 คันต่อเดือน ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการเจรจากับฝ่ายผลิต ว่าจะมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด สำหรับสาเหตุที่ทำให้รถรุ่นนี้ได้รับความนิยมจากตลาดนั้น คาดว่าส่วนหนึ่ง เป็นผลมาจากความได้เปรียบในด้านราคาจำหน่าย

เนื่องจากรถซูซูกิ สแมช นั้นมีต้นทุนการผลิตไม่สูงมากนัก เพราะใช้ระบบคาร์บูเรเตอร์ซึ่งได้รับการพัฒนาและผ่านมาตรฐานไอเสียระดับ 6 ตามเงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนด ดังนั้นอนาคตหากบริษัทยังมีขีดความสามารถในการพัฒนารถจักรยานยนต์ระบบคาร์บูเรเตอร์ให้ได้มาตรฐานตามข้อกำหนดของรัฐบาล บริษัทก็จะยังคงรถประเภทนี้เอาไว้

"นิว สแมชของเราแม้จะยังเป็นคาร์บูเรตอร์อยู่ เนื่องจากเรามองว่ากับเครื่องยนต์ขนาด 110 ซีซีนี้ ทำให้เรามีความได้เปรียบในแง่ราคา ส่วนอนาคตเราก็ขอยืนยันว่า ถ้าเราพัฒนาเทคโนโลยีได้ตามที่รัฐบาลกำหนดเราก็จะยังคงใช้ระบบคาร์บูเรเตอร์ต่อไปและไม่มีเหตุผลที่ซูซูกิจะต้องเปลี่ยน หากสามารถพัฒนาให้ผ่านค่ามาตรฐานไอเสียได้" นายเลิศศักดิ์กล่าว

นอกจากนี้บริษัทยังได้ส่งรถจักรยานยนต์ 2 รุ่นใหม่ อย่างซูซูกิ โชกัน รถจักรยานยนต์พรีเมี่ยมรุ่นใหม่ โดยตั้งเป้าขายที่เดือนละ 2,000 คัน และซูซูกิ ฮายาเต้ ใหม่ พร้อมตั้งเป้าไว้ที่เดือนละ 1,000 คัน โดยรถ ทั้ง 2 รุ่นเป็นเครื่องยนต์ระบบหัวฉีดที่ได้รับการพัฒนามาใหม่ ให้เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม และยังสามารถรองรับได้กับน้ำมัน 91 แก๊สโซฮอล์ 95 และอี 20

ส่วนความคืบหน้าหลังจากบริษัทแม่ให้ความสนใจจะย้ายฐานการผลิตเครื่องเอาต์บอร์ด หรือเครื่องยนต์สำหรับเรือแบบ 2 จังหวะมาไว้ที่ประเทศไทยนั้น ขณะนี้การเจรจาทุกอย่างเป็นอันเรียบร้อยและบริษัทแม่ได้ตัดสินใจเลือกใช้ไทยเป็นฐานผลิต และคาดว่าจะสามารถดำเนินการทุกอย่างได้ในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้าอย่างแน่นอน

ขณะที่ตลาดรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่อย่างบิ๊กไบก์นั้น บริษัทยังคงยืนยันนโยบายในการให้บริการหลังการขาย และการมุ่งสร้างภาพลักษณ์เป็นหลัก โดยในช่วงสิ้นปี จะมีการนำเข้ารถรุ่นใหม่เข้ามาทำตลาดอีก 1 รุ่นอย่างแน่นอน

ส่วนตลาดรถจักรยานยนต์โดยรวมในช่วงที่ผ่านมาถือว่าตลาดมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาจะมีเหตุความไม่สงบทางการเมืองแต่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อตลาดรถจักรยานยนต์มากนัก เห็นได้จากเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาตลาดรวมโตถึง 10%

และซูซูกิคาดว่าจะมียอดขายในปีนี้ที่กว่า 100,000 คัน สำหรับตลาดในประเทศ และ 100,000 คัน สำหรับตลาดส่งออก และเครื่องเอาต์บอร์ดอีก 35,000-36,000 เครื่องในปีนี้

"ส่วนกระแสฟุตบอลโลกปีนี้ซูซูกิก็ได้มีการร่วมกับค่ายหนังสือพิมพ์ในการจัดกิจกรรมต้อนรับบอลโลก พร้อมแจกรถซูซูกิอีกร่วม ๆ 50 คัน ซึ่งเราหวังว่ากระแสบอลโลกจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้เราได้รับการตอบรับจากลูกค้าเพิ่มมากขึ้นด้วย"

ด้านนายธีรพัฒน์ จิวะพงศ์ กรรมการบริหารงานขาย บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด กล่าวถึงตลาดรถจักรยานยนต์ในเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มียอดจำหน่ายรวมที่ 134,516 คัน แบ่งเป็นฮอนด้า 91,989 คัน คิดเป็น 68% ยามาฮ่าจำนวน 34,868 คัน คิดเป็น 26% ซูซูกิจำนวน 4,735 คัน คิด เป็น 4% อื่น ๆ ได้แก่ คาวาซากิ 1,751 คัน เจอาร์ดี 20 คัน แพล็ตตินั่ม 56 คัน และ อื่น ๆ 964 คัน

เมื่อแบ่งตามประเภทพบว่ารถจักร ยานยนต์แบบเอ.ที.มีจำนวน 68,832 คัน คิดเป็น 51% ซึ่งขึ้นนำรถจักรยานยนต์แบบครอบครัวที่มียอดจดทะเบียนที่จำนวน 60,577 คัน คิดเป็น 45%

สำหรับรถจักรยานยนต์ครอบครัวกึ่งสปอร์ตมีจำนวน 2,245 คัน คิดเป็น 2% แบบสปอร์ตจำนวน 691 คัน คิดเป็น 1% และแบบออฟโรดรวมประเภทอื่น ๆ 2,171 คัน คิดเป็น 1%

สำหรับแนวโน้มของตลาดคาดว่ารถจักรยานยนต์ประเภทหัวฉีดจะได้รับความนิยมจากลูกค้าเพิ่มมากขึ้น สำหรับ "ฮอนด้าในฐานะผู้นำ" จึงได้จัดแคมเปญถึงผู้ใช้ที่ตอบรับกับกระแสฟุตบอลโลกฟีเวอร์ เปิดโอกาสให้แฟนบอลทั่วประเทศได้ลุ้นโชคทุกรอบไปกับทีมชาติอังกฤษ ซึ่งเป็นครั้งแรกในวงการรถจักรยานยนต์ที่เข้าซื้อลิขสิทธิ์ทีมชาติอังกฤษมาร่วมสร้างสีสันความสนุกในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 ในครั้งนี้ โดยใช้ชื่อแคมเปญว่า "เกาะติดอังกฤษ สู้ศึกลูกหนังโลก ลุ้นโชคทุกรอบกับฮอนด้า สกู๊ปปี้ไอ"

Wednesday, March 31, 2010

เอสวายเอ็ม สองล้อไต้หวันลุยไทยเล็งยอดปีแรก2หมื่นคัน

เอสวายเอ็ม สองล้อไต้หวัน ประกาศแผนลุยตลาดไทยส่ง 5 รุ่นใหม่ทำตลาด เล็งยอด 2 หมื่นคันต่อปี

นายธนชาต ธนาดำรงศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็ม ไบค์ มอเตอร์เซลส์ จำกัด ผู้นำเข้า และจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์เอสวายเอ็ม (SYM-Taiwan’s Sangyang Motor) จากไต้หวัน เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวรถจักรยานยนต์ ใหม่ 5 รุ่นได้แก่ BONUS X110 cc Fiddle II 125 cc Orbit 125cc 50 cc RADAR X 125 cc และ Symphony 125 s ซึ่งจักรยานยนต์เอสวายเอ็ม เป็นรถจักรยานยนต์ยี่ห้อใหม่ ที่เน้นเรื่องคุณภาพสูงกว่ารถจักรยานยนต์จากจีน ในราคาจำหน่ายที่ต่ำกว่า

บริษัทมีเป้าหมายการจำหน่าย ในปีแรก 6,000 คันต่อปี จากเครือข่ายดีลเลอร์ 50 แห่ง และในอนาคตคาดว่าจะทำยอดขาย 12,000 คันต่อปี เมื่อมีดีลเลอร์ครบ 100 แห่ง ทั้งนี้ บริษัทมีเป้าหมายที่จะเป็นอันดับหนึ่งของเซ็กเมนท์ รถอื่นๆ ที่ไม่ใช่รถญี่ปุ่น (Non-Japanese Brand) หรือมียอดขายที่ประมาณ 20,000 คันต่อปี ในอนาคต
นายธนชาต กล่าวต่อไปว่า เอสวายเอ็มเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของคนไทยที่ชื่นชอบแฟชั่น ความแปลกใหม่ และมีความต้องการรถจักรยานยนต์คุณภาพ ที่สามารถใช้งานได้อย่างคุ้มค่าในภาวะเศรษฐกิจที่น้ำมันมีราคาแพง สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มลูกค้าที่ใช้รถในชีวิตประจำวัน อาทิเช่น นักศึกษา และวินมอเตอร์ไซค์ ผู้ที่ต้องการรถไว้ใช้เฉพาะในช่วงวันหยุด เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับการเดินทางในระยะทางใกล้ๆ ที่สำคัญ คือ กลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการรถจักรยานยนต์ที่มีคุณภาพมาตรฐาน ในราคาที่ต่ำกว่า


นายธนชาต กล่าวต่อว่า บริษัทจะมุ่งเน้นการสร้างตลาดและการกระจายสินค้าผ่านตัวแทนจำหน่าย การกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายได้มีการทดลองใช้รถ นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการจำหน่ายผ่านไปยังกลุ่มเกษตรกร และสหกรณ์ต่างๆ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการสินค้าคุณภาพ ในราคาสมเหตุสมผลอย่างแท้จริงปัจจุบัน บริษัทมีดีลเลอร์จำนวน 50 แห่ง ในอนาคตคาดว่าจะเพิ่มเป็น 100 แห่ง

"กิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นตลาด แนะนำแบรนด์เอสวายเอ็ม ให้เป็นที่รู้จักนั้นจะเริ่มจากการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ เพื่อสร้างการรู้จักรับรู้ในแบรนด์ สู่กลุ่มเป้าหมายอย่างเป็นทางการ พร้อมจัดแคมเปญ ข้อเสนอพิเศษ อำนวยความสะดวกเรื่องการจัดไฟแนนซ์ เพื่อกระตุ้นการซื้อ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด จะให้ความสำคัญกับสื่อต่างๆ ตลอดจนการเข้าไปจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในสังคมต่างจังหวัดอย่างครอบคลุม" นายธนชาตกล่าว

ทั้งนี้ ความต้องการของตลาดรถจักรยานยนต์เมืองไทย ยังคงเติบโตต่อเนื่องโดย 2 เดือนแรกของปีนี้ มียอดขาย รวม 296,995 คัน เติบโต 133% และคาดว่าในสิ้นปีตลาดรวมจะมียอด 1.68 ล้านคัน

เพิ่มเติม http://www.bangkokbiznews.com/

พาณิชย์ยื่นฟ้องเอ.พี.ฮอนด้าพฤติกรรมค้าไม่เป็นธรรม

รมว.พาณิชย์ เห็นชอบให้อัยการยื่นฟ้อง บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า คดีตัวอย่างข้อหามีพฤติกรรมเข้าข่ายแข่งขันการค้าไม่เป็นธรรมจนกระทบต่อธุรกิจเดียวกัน

ที่ประชุมคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ซึ่งมีนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน เห็นชอบให้กรมการค้าภายในส่งเรื่องให้อัยการยื่นฟ้องบริษัท เอ.พี.ฮอนด้า เป็นคดีตัวอย่างข้อหามีพฤติกรรมเข้าข่ายแข่งขันการค้าไม่เป็นธรรม หลังพิจารณายืดเยื้อมานานกว่า 9 ปี

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ที่ประชุมฯเห็นชอบให้กรมการค้าภายในส่งอัยการฟ้องร้องบริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด ตามข้อสรุป และข้อเสนอของคณะอนุกรรมการสอบสวนการร้องเรียนฯ เนื่องจากบริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด มีพฤติกรรมเข้าข่ายแข่งขันทางการค้าไม่เป็นธรรม จนกระทบต่อธุรกิจลักษณะเดียวกัน

โดยบริษัทฯ ได้ใช้อำนาจเหนือตลาดห้ามตัวแทนจำหน่าย(เอเย่นต์) ขายรถจักรยานยนต์ของบริษัทคู่แข่ง ซึ่งมีการร้องเรียนมาตั้งแต่ปี 2544 และถือเป็นการทำผิดตามมาตรา 29 พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2542 ที่มีโทษปรับไม่เกิน 6 ล้านบาท หรือจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

"ถือเป็นกรณีแรกที่มีการฟ้องเอาผิดตามกฎหมายแข่งขันทางการค้า โดยเป็นการสอบสวนไปตามขบวนการที่พิจารณาจากข้อเท็จจริงจากพยาน 23 ปาก และหลักฐานกว่า 2,000 หน้า ประชุมกันถึง 12 ครั้ง ก็พบว่ามีการกระทำที่ไม่ใช่การแข่งขันที่เป็นธรรมจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อธุรกิจรายอื่นที่มีลักษณะแบบเดียวกัน" นายยรรยง กล่าว

สำหรับการประชุมครั้งนี้สามารถพิจารณากรณีบริษัท เอ.พี.ฮอนด้า ได้เพียงเรื่องเดียว ส่วนกรณีอื่นๆ นั้นที่ประชุมฯ จะมีการพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป โดยมีการพิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนอีก 3 เรื่องที่ร้องเรียนเข้ามา คือ การขายเหล้าพ่วงเบียร์, การกีดกันทางการค้าในธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ และขายข้าวถุงต่ำกว่าทุน

Tuesday, March 23, 2010

มอ'ไซค์2เดือนขายเกือบ3แสนคัน

ยอดขายรถจักรยานยนต์รวมทุกยี่ห้อช่วง 2 เดือนแรกของปี 2553(ม.ค.-ก.พ.) ทำได้เกือบ 3 แสนคัน โต 33% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปืที่แล้ว ฮอนด้าครองส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 70%

ธีระพัฒน์ จิวะพงศ์ กรรมการบริหารฝ่ายขาย บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดรถจักรยานยนต์ไทยยังเติบโตต่อเนื่อง โดย 2 เดือนแรกของปีมีอัตราเติบโตขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าถึง 33% ที่จำนวนยอดขาย 296,995 คัน โดยมียอดจดทะเบียนเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ 143,683 คัน เติบโต26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยฮอนด้ามียอดจดทะเบียนรวม 2 เดือนที่ 208,976 คัน เทียบเท่าอัตราครองตลาด 70% ซึ่งจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องนี้ จึงมั่นใจว่าตลาดรวมในปีนี้น่าจะเติบโตตามคาด โดยมียอดรวมอยู่ที่ 1.68 ล้านคัน ในจำนวนนี้ฮอนด้าตั้งเป้าจำหน่ายที่ 1.15 ล้านคัน

นอกจากนั้นในเดือนมีนาคมนี้รถจักรยานยนต์ฮอนด้าทุกรุ่นที่ออกจากสายการผลิตโรงงานไทยฮอนด้าจะเป็นระบบหัวฉีด PGM-FI ทั้งหมด โดยในงานมอเตอร์โชว์ที่จะถึงนี้ ฮอนด้าเตรียมพร้อมนำรถจักรยานยนต์หัวฉีดรุ่นใหม่ล่าสุดของโลกมาให้ชม พร้อมประกาศความเป็นผู้นำเทคโนโลยียานยนต์ด้วยการนำยานยนต์อัจฉริยะที่ขับเคลื่อนโดยไม่ใช้เชื้อเพลิงมาให้ผู้ใช้ชาวไทยได้ชมอย่างใกล้ชิด มั่นใจเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ไทย และเป็นผู้นำเทคโนโลยียานยนต์โลก ส่วนแฟนมอไซต์พันธ์แท้ต้องไม่พลาดกับการแนะนำรถยอดนิยมสีใหม่ในงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้ ทั้งคลิก ไอ สกู๊ปปี้ ไอ พีซีเอ็กซ์ และ Wave110i

“สำหรับยอดจดทะเบียนในเดือนกุมภาพันธ์ ฮอนด้ามียอดจดทะเบียน 98,244 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 68% เติบโตขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า 34% โดยในจำนวนนี้ประกอบด้วยรถประเภทครอบครัว 56,903 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 84% ส่วนรถแบบเอ.ทีนำตลาดด้วยจำนวน 37,723 คัน เทียบทัดส่วนตลาด 55%”

ด้านรายงานตัวเลขตลาดรถจักรยานยนต์ทุกประเภทเดือนกุมภาพันธ์ 2553 มียอดจำหน่ายรวมที่ 143,683 คัน แบ่งเป็นรถจักรยานยนต์แบบเอ.ที 68,999 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 48% ซึ่งขึ้นนำรถจักรยานยนต์แบบครอบครัวที่มียอดจดทะเบียนที่ 67,443 คัน หรือเทียบเท่าสัดส่วนตลาด 47% สำหรับรถจักรยานยนต์ในแบบครอบครัวกึ่งสปอร์ตมีจำนวน 3,650 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 3% แบบสปอร์ต 1,258 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 1% และแบบออฟโรดรวมประเภทอื่นๆ 2,333 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาดกว่า 1%

ในขณะที่หากแบ่งแยกเป็นยอดจดทะเบียนตามประเภทของผู้ผลิตในเดือนกุมภาพันธ์ รถจักรยานยนต์ฮอนด้า 98,244 คัน เทียบเท่าอัตราครองตลาด 68%, ยามาฮ่า 36,370 คัน อัตราครองตลาด 25%, ซูซูกิ 5,161 คัน อัตราครองตลาด 4%, อื่นๆ ได้แก่ คาวาซากิ 2,092 คัน , เจอาร์ดี 19 คัน, แพล็ตตินั่ม 74 คัน, ไทเกอร์ 132 คัน และอื่นๆ 1,591 คัน

เพิ่มเติม http://www.manager.co.th/

Sunday, March 7, 2010

เจาะกลยุทธ์คู่ฟัด ฮอนด้า-ยามาฮ่า

ตลาดรถจักรยานยนต์ร้อนแรงตั้งแต่ต้นปี เมื่อสองยักษ์ใหญ่ “ฮอนด้า-ยามาฮ่า” ส่งรถรุ่นใหม่เขย่าตลาด และนั่นเป็นเพียงแค่บทเริ่มต้นเท่านั้น เพราะระยะเวลาที่เหลือตลอดทั้งปี ย่อมดุเดือดมากกว่านี้แน่นอน จากการงัดกลยุทธ์ต่างๆ มาใช้ เพื่อชิงตลาดที่กำลังสดใส ส่วนจะมีอะไรบ้าง?... ขอล้วงลึกจากปากของ “ธีระพัฒน์ จิวะพงศ์” กรรมการบริหารฝ่ายขาย บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด และ “ประพันธ์ พลธนะวสิทธิ์” รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่า มอเตอร์ จำกัด มาให้รับทราบกัน


- ภาพตลาดรถจักรยานยนต์?

ธีระพัฒน์ : ทิศทางตลาดเริ่มมีการฟื้นตัวตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่องในปี 2010 นี้ โดยคาดว่าจะตลาดรวมจะโตขึ้นจากปีที่แล้วประมาณ 10% หรือมียอดขายรวมที่ 1.68 ล้านคัน ซึ่งเป็นการประเมินจากพื้นฐานเศรษฐกิจของไทย และการประมาณการของภาครัฐ ที่คาดอัตราเติบโตของจีดีพีอยู่ที่ 3-5%

ประพันธ์ : จากการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจ อัตราการเติบโตของจีดีพีในปี 2010 นี้ จะอยู่ที่ประมาณ 3.3-5.3% ในขณะที่อัตราการเติบโตของจีดีพีในปีที่ผ่านมา เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณลบ 3% ดังนั้นยามาฮ่าคาดการณ์ว่าตัวเลขของตลาดรวมในปีนี้ จะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 11% โดยตัวเลขของตลาดรวมอยู่ที่ 1.7 ล้านคัน

- ปัจจัยลบที่จะส่งผลกระทบ?

ธีระพัฒน์ : สิ่งที่อาจจะส่งผลให้ตลาดชะลอตัว อยู่ที่ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองจะรุนแรงหรือไม่ และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นตามสภาวะเศรษฐกิจ

ประพันธ์ : ราคาน้ำมันของตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น และสภาวะความผันผวนทางการเมือง ย่อมส่งผลให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัว จนกระทบต่อตลาดรถจักรยานยนต์

- เตรียมรับมืออย่างไร?

ธีระพัฒน์ : การเมืองคงไม่สามารถทำอะไรได้ แต่ต้องการอยากให้เหตุการณ์สงบไม่รุนแรง ส่วนราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ฮอนด้าได้มีการเตรียมรับมือมาก่อนแล้ว โดยการนำระบบหัวฉีด PGM-FI มาใช้เป็นรายแรก และตั้งแต่เดือนมีนาคมนี้เป็นต้นไป รถจักรยานยนต์ฮอนด้าจะเปลี่ยนมาใช้ระบบหัวฉีดหมดทุกรุ่น

ประพันธ์ : ไม่เพียงราคาน้ำมันแพง ยังมีเรื่องมาตรฐานไอเสียระดับ 6 (ยูโร3) ที่เริ่มบังคับใช้วันที่ 1 มีนาคมเป็นต้นไป ซึ่งรถยามาฮ่าทุกรุ่นผ่านมาตรฐานไอเสียดังกล่าวแล้ว และในปีนี้จะมีรุ่นหัวฉีดออกมา เพื่อแก้ปัญหาเรื่องราคาน้ำมันและมาตรฐานไอเสีย รวมถึงอนาคตที่จะปรับสู่ระดับ 7 คาดว่าจะใช้เวลา 4 ปี



ฮอนด้า เวฟ110 ไอ เอ.ที.


รถจักรยานยนต์รุ่นใหม่?

ธีระพัฒน์ : ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมเป็นต้นไป ฮอนด้าได้แนะนำรถจักรยานยนต์ครอบครัว “ฮอนด้า เวฟ110 ไอ” แบบเกียอัตโนมัติ หรือเอ.ที.สู่ตลาดเป็นครั้งแรก เพื่อตอบสนองการขับขี่ที่ง่ายสะดวก และอย่างที่บอกในเดือนมีนาคมปีนี้รถฮอนด้าจะใช้ระบบหัวฉีด PGM-FI หมดทุกรุ่น พร้อมกันนี้ฮอนด้ากำลังจะยกเลิกการผลิตรถจักรยานยนต์ 3 รุ่น ได้แก่ ฮอนด้า เวฟ100, ฮอนด้า โซนิค และรุ่นดรีม ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไปเช่นกัน โดยขณะนี้กำลังพิจารณานำรุ่นใหม่ที่ตรงกับตลาดมาทดแทน

ประพันธ์ : ล่าสุดยามาฮ่าได้เปิดตัว “มิโอ 125 ใหม่” รถจักรยานยนต์เครื่องออโตเมติก CVT 125 ซีซีสู่ตลาด และเป็นครั้งแรกของวงการรถจักรยานยต์ในเมืองไทย ที่ได้รับเกียรติจากแชมป์โลก และรองแชมป์โลกโมโตจีพีปีล่าสุด “วาเลนติโน่ รอสซี่” และ “ฮอร์แก้ ลอเรนโซ่” มาร่วมเปิดตัวในครั้งนี้ พร้อมกับยังเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ใหม่ 3 นักเตะซูเปอร์สตาร์ “ลีซอ” ธีรเทพ วิโนทัย, “มุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา และ “โอ๊ต” ณัฐพร พันธุ์ฤทธิ์ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับมีโอ 125 ใหม่ และปีนี้ก็จะมีรถจักรยานยนต์ระบบหัวฉีดแนะนำสู่ตลาดด้วย




มีโอ 125


กลยุทธ์ทางการตลาดในปีนี้?

ธีระพัฒน์ : ฮอนด้าคงไม่ได้มุ่งเน้นไปทางใดทางหนึ่ง ระหว่างสปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง หรือมิวสิคมาร์เก็ตติ้ง แต่เรามองกลุ่มเป้าหมายเป็นหลัก เพราะลูกค้ามีความหลากหลาย การพิจารณาจะใช้กลยุทธ์อะไร หรือโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ จึงดูที่ตัวผลิตภัณฑ์ว่าอันไหนเหมาะสมกับอะไร

ประพันธ์ : ปัจจุบันแทบทุกยี่ห้อล้วนทำเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผลิตภัณฑ์ กิจกรรมการตลาด รวมถึงการทำตลาดแบบมิวสิคมาร์เก็ตติ้ง เพื่อสร้างความแตกต่าง ในปีนี้ยามาฮ่าจะใช้เน้นกลยุทธ์ “สปอร์ต มาร์เก็ตติ้ง” ซึ่งจากการสำรวจลูกค้าต่างชื่นชอบกีฬาฟุตบอลมากที่สุด ยามาฮ่าจึงเข้าไปเน้นกิจกรรมตรงนี้

เป้าหมายการขายหรือแชร์?

ธีระพัฒน์ : ฮอนด้าตั้งเป้าการขายปีนี้ไว้ที่ 1.15 ล้านคัน ยังคงเป็นผู้นำตลาดอย่างต่อเนื่อง และการที่ส่วนแบ่งการตลาดหรือแชร์ลดลง เราไม่ได้มองตรงนั้นแต่ดูที่ยอดขายมากกว่า และมุ่งให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพรถ ความพึงพอใจ และการบริการลูกค้าเป็นหลัก แต่ยอมรับว่าแชร์ลดลงลง เนื่องจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีรถประเภทใหม่อย่างรถเอ.ที. ประกอบกับแนวโน้มตลาดผู้บริโภคให้ความนิยมรถเอ.ที.มากขึ้น คาดจะเติบโตจาก 46.5% ในปี 2552 เป็น 54% ในปี 2553 ขณะที่ฮอนด้าเพิ่งจะมีไม่นาน แต่ปีนี้ถือว่ามีความพร้อมในส่วนผลิตภัณฑ์มาก รวมถึงการเป็นผู้นำในเทคโนโลยีรถหัวฉีด จึงเชื่อว่าจะทำยอดขายได้ตามเป้าหมาย และจะเห็นว่าเดือนมกราคาที่ผ่านมา ฮอนด้ามีแชร์ถึง 72%

ประพันธ์ : ยามาฮ่าตั้งเป้าการขายอยู่ที่ 4.8 แสนคัน มีอัตราการเติบโตถึง 12% โดยคาดว่าจะมีส่วนแบ่งทางการตลาด เพิ่มขึ้นหรือใกล้เคียงกับปีที่แล้วที่ทำได้ 28% ซึ่งเป็นอัตราขยายตัวเมื่อเทียบกับปี 2008 อันเป็นผลมาจากในภาคใต้และภาคเหนือที่มีแชร์เกิน 20% โดยเฉพาะภาคใต้ที่เมื่อ 7 ปีที่ผ่านมา ยามาฮ่ามีแชร์ไม่ถึง 3% แสดงให้เห็นว่าลูกค้ามีความเชื่อมั่น และตอบรับแบรนด์ยามาฮ่ามากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในช่วงที่ผ่านมาดังจะเห็นได้จากการเป็นผู้นำในรถแบบเอ.ที. ที่มีส่วนแบ่งมากถึง 53% ในปีที่ผ่านมา รวมถึงปีนี้ที่จะเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าอย่างแตกต่าง ผ่านเครือข่ายกรขาย บริการ และอะไหล่ รวมถึงการรักษาฐานลูกค้าเก่าไว้ พร้อมกับขยายลูกค้าใหม่


เพิ่มเติม http://www.mocyc.com/content/view.php?idcontent=186

Tuesday, February 9, 2010

ยามาฮ่าคาดตลาดรวมถึง1.7ล้านคัน

ยามาฮ่า คาดปีนี้ตลาดรถจักรยานยนต์ทำยอดขายรวมถึง 1.7 ล้านคัน โต 11% เมื่อเทียบกับปี 2552 และในจำนวนนี้เป็นของตนเอง 480,000 คัน พร้อมเดินนโยบายสร้างแบรนด์และสร้างความพอใจสูงสุดให้ลูกค้า

ประพันธ์ พลธนะวสิทธิ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า แม้ภาพรวมของยอดขายรถจักรยานยนต์ในปี 2009 จะลดลงถึง 10 % แต่ก็ยังถือว่าเป็นปีที่ยามาฮ่าประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ระบบออโตเมติกที่ยามาฮ่าเป็นผู้นำเทรนด์อย่างแท้จริง ในปีที่ผ่านมาบริษัทฯ มียอดจดทะเบียนรวม 429,000 คัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นตัวเลขทางการขายที่ดีของทางยามาฮ่า ทำให้บริษัทฯ มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงถึง 28%

ในปี 2009 รถจักรยานยนต์ประเภทออโตเมติกมีส่วนแบ่งทางการตลาดถึง 47% ของตลาดรวมรถจักรยานยนต์ทั้งหมด และในส่วนรถจักรยานยนต์ระบบออโตเมติกของยามาฮ่ามีส่วนแบ่งเฉลี่ยทั้งปี 53% บริษัทฯได้คาดการณ์ภาพรวมของตลาดรถจักรยานยนต์ในปี 2010 ว่า ราคาน้ำมันของตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสภาวะการเมือง จะส่งผลกระทบถึงเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่ก็ยังมีปัจจัยบวกด้านอื่นๆ เช่น ราคาผลผลิตทางการเกษตรมีแนวโน้มสูงขึ้น การส่งออกเติบโต จำนวนของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น นโยบาย “ไทยเข้มแข็ง” ต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคมีแนวโน้มมากขึ้น การลงทุนของภาครัฐ และเอกชนที่เพิ่มขึ้น จะเป็นตัวแปรทำให้ตลาดรถจักรยานยนต์มีการเติบโต

“จากการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจ อัตราการเติบโตของ GDP ในปี 2010 จะอยู่ที่ประมาณ 3.3-5.3% ในขณะที่อัตราการเติบโตของ GDP ของปีที่ผ่านมาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณลบ 3% ดังนั้นทางบริษัทฯ จึงได้มีการคาดการณ์ว่าตัวเลขของตลาดรวมในปี 2010 จะมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นถึง 11% โดยตัวเลขของตลาดรวมอยู่ที่ 1.7 ล้านคัน และบริษัทฯ ตั้งเป้าการขายอยู่ที่ 480,000 คัน และทำให้ยามาฮ่ามีอัตราการเติบโตถึง 12% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา”

ด้านจินตนา อุดมทรัพย์ ผู้จัดการใหญ่ด้านการค้า กล่าวว่า“ในปี 2010 นี้บริษัทฯ มีนโยบายที่จะรักษาความเป็นผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ระบบออโตเมติก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการผลิตรถจักรยานยนต์ที่มีคุณภาพสูง ดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น รวมถึงการบริการหลังการขาย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างเต็มที่ บริษัทฯ ได้มีนโยบายหลัก 2 ประการคือหนึ่ง เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตราสินค้าอย่างต่อเนื่อง และสองเพิ่มความพึงพอใจลูกค้าอย่างแตกต่าง ด้วยกลยุทธ์ด้าน 3S และ CRM

ในส่วนของนโยบายแรกบริษัทจะสร้างความโดดเด่นด้วยแคมเปญ “Makes Your Life Different” จนทำให้ยามาฮ่าประสบความสำเร็จอย่างสูง และทำให้ Brand Image ของ ยามาฮ่าแข็งแกร่ง และโดดเด่นมาโดยตลอด โดยเฉพาะกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นวัยรุ่น เพื่อเป็นการสานต่อความสำเร็จในการสร้างแบรนด์ ยามาฮ่าจึงได้ทำแคมเปญเฟสที่ 2 ในปี 2008 ภายใต้ชื่อชุด “Yes! We are Different” และยามาฮ่าก็ประสบความสำเร็จกับแคมเปญนี้เป็นอย่างมาก
ในปีนี้ยามาฮ่าจะใช้กลยุทธ์ในการทำตลาดแบบ “สปอร์ต มาร์เก็ตติ้ง” เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับตราสินค้า ยามาฮ่าจะเสริมสร้างแบรนด์ และกิจกรรมการตลาดให้แข็งแกร่งต่อไปเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายในระยะยาว คือการเป็น the “Only One Brand” ในใจลูกค้า

สำหรับนโยบายที่สองคือ เพิ่มความพึงพอใจลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์ด้าน 3S และ CRM ที่บริษัทจะมุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนาเครือข่ายด้วยโชว์รูมภาพลักษณ์ใหม่ที่ทันสมัย (Yamaha Square) ซึ่งปัจจุบันมีให้บริการทั่วประเทศถึง 340 แห่ง และในปีนี้บริษัทฯ มีแผนงานที่จะขยายเพิ่มเติมอีก 50 แห่ง มีการฝึกอบรมให้กับพนักงานของผู้จำหน่ายในด้านบริการและอะไหล่

เพิ่มเติม http://www.manager.co.th/

ฮอนด้าเอทีแรงไม่หยุด เปิดศักราชใหม่ด้วยยอดสูงมากกว่า 40,000 คัน กวาดแชร์ถึง 57% ดันยอดรวมเดือนแรกของปีสูงถึง 139% ฮอนด้านำโด่งที่ 72%

ตลาดรถจักรยานยนต์ไทยร้อนแรงรับต้นศักราชใหม่ ส่งสัญญาญเศรษฐกิจขาขึ้น แค่เดือนแรก ปี 2553 มียอดจดทะเบียนรวมสูงถึง 153,312 คัน สูงถึง 139 % มากกว่าปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน ค่ายฮอนด้าผู้นำตลาด 21 ปีซ้อนโกยยอดรวมเดือนมกราคมสูงถึง 110,731 คัน เทียบเท่าสัดส่วนครองตลาดที่ 72 % โดยเฉพาะฮอนด้าเอ.ที.แรงไม่หยุดด้วยยอดจำหน่ายพุ่งกระฉูดถึง 40,443 คัน เทียบเท่าสัดส่วนครองตลาดที่ 57% นำโดยฮอนด้า สกู๊ปปี้ไอ ที่กระแสตอบรับแรงไม่มีตก ตามด้วยฮอนด้า คลิกไอ และล่าสุดพี่ใหญ่ในกลุ่มเอที ฮอนด้าพีซีเอ็กซ์ติดอันดับท๊อป 10 รถยอดนิยม ตอกย้ำความเป็นผู้นำรถจักรยานยนต์ไทยกับเทคโนโลยีระบบหัวฉีด PGM FI ที่ล่าสุดกินส่วนแบ่งตลาดไปแล้วกว่า 54%

นายธีระพัฒน์ จิวะพงศ์ กรรมการบริหารฝ่ายขาย บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า “ภาพรวมเศรษฐกิจไทยจากช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมาที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งสัญญาณขาขึ้นรับศักราชใหม่ในเดือนมกราคม ด้วยยอดจำหน่ายรวมทุกยี่ห้อสูงถึง 153,312 คัน เติบโตสูงกว่าเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้าถึง 139% และเติบโตต่อเนื่องจากเดือนธันวาคมอีก 104% โดยฮอนด้าเองมียอดจำหน่ายสูงถึง 110,731 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 72% เติบโตขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ 158% ในจำนวนนี้ฮอนด้าเอทีมีการเติบโตสูงสุดด้วยยอดจำหน่ายในเดือนมกราคมนี้ถึง 40,443 คัน สูงที่สุดในประวัติการจำหน่ายรถแบบเอทีทุกยี่ห้อที่ผ่านมา เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 57% นำโดยฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอ ฮอนด้า คลิก ไอ และล่าสุด ฮอนด้า พีซีเอ็กซ์ พี่ใหญ่ในกลุ่มเอทีที่ติดอันดับ Top 10 รถยอดนิยมประจำเดือนมกราคม นับเป็นความไว้วางใจอย่างสูงสุดที่ผู้ใช้มีต่อฮอนด้าเอทีที่เป็นระบบหัวฉีด PGM FI และยังส่งผลให้สัดส่วนความนิยมในรถแบบหัวฉีดพุ่งสูงขึ้นถึง 54% ในเดือนที่ผ่านมาอีกด้วย ซึ่งฮอนด้ามั่นใจว่ากระแสการตอบรับในรถแบบหัวฉีดจะยิ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยฮอนด้าเองก็พร้อมนำเทคโนโลยีใหม่ๆสู่ตลาดอยู่เสมอ ขอให้ผู้ใช้ติดตามความเคลื่อนไหวของฮอนด้าอย่างต่อเนื่อง”

ด้านรายงานตัวเลขตลาดรถจักรยานยนต์ทุกประเภทเดือนมกราคม 2553 ซึ่งเป็นเดือนแรกของศักราชใหม่ 2553 ปีเสือทองนั้น มียอดจำหน่ายรวมที่ 153,312 คัน แบ่งเป็นรถจักรยานยนต์แบบครอบ ครัว 75,930 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 50% นับเป็นรถประเภทที่ได้รับความนิยมสูงสุด ในขณะที่ค่ายฮอนด้าที่เป็นผู้นำตลาดนั้น มีอัตราครองตลาดในกลุ่มรถประเภทครอบครัวนี้ถึง 87% สำหรับรถจักรยานยนต์แบบ เอ.ที มียอดจดทะเบียนรวมที่ 70,365 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 46% แบบครอบครัวกึ่งสปอร์ต 3,820 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 2% แบบสปอร์ต 1,236 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 1% และแบบออฟโรดรวมประเภทอื่นๆ 1,961 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาดกว่า 1%

สำหรับสัดส่วนการจดทะเบียนรถแบบหัวฉีด ล่าสุดในเดือนมกราคมมีสัดส่วนที่ 54% เทียบเท่าจำนวน 83,111 คัน เติบโตขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 112% ในจำนวนนี้เป็นฮอนด้าหัวฉีด PGM FI ที่ 81,760 คัน

ในขณะที่หากแบ่งแยกเป็นยอดจดทะเบียนตามประเภทของผู้ผลิต รถจักรยานยนต์ฮอนด้า 110,731 คัน เทียบเท่าอัตราครองตลาด 72% เติบโตขึ้น 112% จากเดือนก่อนหน้า, ยามาฮ่า 34,570 คัน อัตราครองตลาด 23% เติบโตลดลง 85% จากเดือนก่อนหน้า, ซูซูกิ 4,803 คัน อัตราครองตลาด 3% เติบโตลดลง 99% จากเดือนก่อนหน้า, อื่นๆ ได้แก่ คาวาซากิ 1,798 คัน , เจอาร์ดี 35 คัน, แพล็ตตินั่ม 44 คัน, ไทเกอร์ 222 คัน และอื่นๆ 1,109 คัน

เพิ่มเติม http://www.newswit.com/

Friday, February 5, 2010

ฮอนด้าชี้มอเตอร์ไซค์ปีนี้โตไม่หยุด

มั่นใจรถหัวฉีดมาแรง กินส่วนแบ่งเกินครึ่ง

ฮอนด้าชี้ตลาดมอเตอร์ไซค์ปี 53 ไปได้สวย หลังยอดขายเดือนธ.ค.ทะลัก 147,424 คัน โต 127% ขานรับความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้น ส่วนตลาดรวมทั้งปี 52 ทำยอดสูงเกินคาด 1,535,613 คัน ฮอนด้าขึ้นแท่นอันดับหนึ่งเหมือนเดิม กวาดเรียบ 1,014,118 คัน ครองส่วนแบ่ง 66% ชี้เทรนตลาดปีนี้รถหัวฉีดมาแรงแน่

นายธีระพัฒน์ จิวะพงศ์ กรรมการบริหารฝ่ายขาย บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้ภาพรวมตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว สามารถเรียกความเชื่อมั่นจากทางผู้บริโภคกลับมาใช้จ่ายอีกครั้ง โดยสะท้อนให้เห็นได้จากยอดขายเดือน ธ.ค. ที่มียอดสูงถึง 147,424

คัน ปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันในปีก่อนถึง 127%

"ตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปีเป็นต้นมา ภาพรวมตลาดรถจักรยานยนต์ไทยมีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง เป็นผลจากสภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจากการที่ภาครัฐสามารถรักษาดุลยภาพทาง เศรษฐกิจและการเมืองไว้ได้ จึงช่วยเรียกความเชื่อมั่นของผู้บริโภคกลับคืนมา โดยตลาดรถจักรยานยนต์ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจในช่วงต้นปี จึงกลับฟื้นสภาพขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้าย"นายธีระพัฒน์กล่าว

ทั้งนี้ ในเดือนธันวาคมปี 2552 ที่ผ่านมาตลาดโดยรวมมีการเติบโตเป็น 147,424 คัน สูงขึ้นกว่าปีก่อนถึง 127% ที่ได้ระดับ 116,024 คัน โดยฮอนด้าเองก็เติบโตสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้าถึง 136% จาก 72,683 คันเดือนธ.ค.ปี 51 เป็น 98,946 คันในเดือนธ.ค.ปี 52

ด้วยเหตุนี้เองจึงส่งผลให้ยอดขายรวมทุกยี่ห้อในปี 52 ปิดตัวเลขลงอย่างสวยงามที่ 1,535,613 คัน หรือเติบโตลดลงเพียง 10% จากปีก่อนหน้า

โดยนายธีระพัฒน์ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางฮอนด้ายังคงครองแชมป์ผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ไทยอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 21 ด้วยยอดจำหน่าย 1,014,118 คัน เทียบเท่าอัตราส่วนตลาด 66%

สำหรับตลาดรถประเภท AT ที่ฮอนด้าเพิ่งวางตลาดรุ่นใหม่ล่าสุดไป 2 รุ่นในช่วงหลังของปีทั้ง Honda Scoopy I & Honda PCX นั้น ปรากฏว่าในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ตลาดรวมรถ AT มีการเติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 125% ที่ ยอดรวม 68,793 คัน ในจำนวนนี้เป็นยอดจำหน่ายฮอนด้าเอทีที่ 34,474 คันเทียบเท่าสัดส่วนตลาด 50% เป็นการครองสัดส่วนตลาดสูงสุดในรถประเภทเอทีติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 โดยมี 2 รุ่นหลักยอดนิยมทั้งฮอนด้าคลิก ไอ ที่ 15,358 คัน และ ฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ ที่ 15,085 คัน

ในด้านการผลักดันรถจักรยานยนต์ระบบหัวฉีดออกสู่ตลาดของฮอนด้าอย่างจริงจังตั้งแต่กลางปี 2551 ที่ผ่านมา ล่าสุดในช่วงปลายปี 2552 สัดส่วนตลาดรถแบบหัวฉีดได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเพียง 23% ในเดือนมกราคม มาเป็น 50% ในเดือนธันวาคม หรือโดยเฉลี่ยทั้งปี รถแบบหัวฉีดมีสัดส่วนตลาดที่ 43% ซึ่งฮอนด้าในฐานะผู้บุกเบิกเทคโนโลยีใหม่จึงคาดการณ์ความนิยมในรถแบบหัวฉีดในปี 2553 จะยิ่งเติบโตมากยิ่งขึ้น และมีสัดส่วนเกินกึ่งหนึ่งของตลาดอย่างแน่นอน

สำหรับรายงานตัวเลขตลาดรถจักรยานยนต์ทุกประเภทในเดือนธันวาคม มียอดจดทะเบียนรวมที่ 147,424 คัน แบ่งเป็นรถจักรยานยนต์แบบครอบครัว 71,790 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 49% แบบ เอ.ที. 68,793 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 47% แบบครอบครัวกึ่งสปอร์ต 3,550 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 2% แบบสปอร์ต 1,069 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 1% และแบบออฟโรดรวมประเภทอื่นๆ 2,222 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 2%

ส่วนยอดจดทะเบียนรวมของทั้งปี 2552 อยู่ที่ 1,535,613 คัน เติบโตลดลง 10% จากปีที่ผ่านมา โดยรถจักรยานยนต์ประเภทครอบครัวครองความนิยมสูงสุดที่ 755,599 คันเทียบเท่าสัดส่วนตลาด 49% รถแบบ เอ.ที. จำนวน 715,801 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 47%, รถแบบครอบครัวกึ่งสปอร์ตจำนวน 37,286 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 2%, รถแบบสปอร์ต 11,567 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 1% และแบบออฟโรดรวมทั้งรถประเภทอื่นๆ 15,360 คัน เทียเท่าสัดส่วนตลาด 1%

สำหรับอัตราครองตลาดในปี 2552 ของแต่ละผู้ผลิตมีดังนี้ รถจักรยานยนต์ฮอนด้า 1,014,118 คัน เทียบเท่าอัตราครองตลาด 66%, ยามาฮ่า 428,774 คัน เทียบเท่าอัตราครองตลาด 28%, ซูซูกิ 63,026 คัน เทียบเท่าอัตราครองตลาด 4%, คาวาซากิ 14,801 คัน เทียบเท่าอัตราครองตลาด 1%, เจอาร์ดี 1,537 คัน, แพล็ตตินั่ม 1,059 คัน, ไทเกอร์ 1,143 คัน และอื่นๆ 11,155 คัน

เพิ่มเติม http://www.kaohoon.com

กุศมัย บุกตลาดรถ 3 ล้อ ส่งซูโมต้า 7 รุ่น ลุยตลาด ตั้งเป้ายอดขายทะลุ 500 คัน ในปีนี้

ดร. วิโรจน์ กุศลมโนมัย กรรรมการผู้จัดการ บริษัท กุศมัย มอเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ในยุคเศรษฐกิจพอเพียงเกษตรกรจำเป็นต้องประหยัดค่าใช้จ่ายและลดต้นทุนการผลิต ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นทุกวันส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรมมีการขนส่งผลผลิตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการประกอบอาชีพอื่นๆ ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องมีรถเพื่อการขนส่งหรือประกอบอาชีพ การซื้อรถปิ๊คอัพราคา 3-4 แสนบาท มาขนของต้องใช้เงินทุนจำนวนมากและมีค่าใช้จ่ายสูง กุศมัย มอเตอร์ เล็งเห็นว่ารถขนส่ง ปิ๊คอัพ 3 ล้อ น่าจะเป็นทางออกที่ดีและเหมาะสมกับการใช้งานในยุคปัจจุบัน เพราะราคาไม่แพงและคุ้มค่าต่อการใช้งานในยุคน้ำมันแพง

“ กุศมัย มอเตอร์ เตรียมเปิดตัว รถปิ๊คอัพ 3 ล้อ ซูโมต้า อีก 7 รุ่น ในกลางปีนี้ คือ 1.รุ่น ECO PLUS 2.รุ่น CARRY PLUS 3.รุ่น CARGO PLUS 4.รุ่น CONTAINER PLUS 5.รุ่น KIOSK PLUS 6.รุ่น MINI BUS PLUS และ 7.รุ่น SOS 199 PLUS เพื่อให้ครอบคลุมทุกกลุ่มอาชีพและการใช้งาน ทั้งการขนของผลผลิตทางการเกษตร ขนส่งอาหาร ค้าขาย หรือขนส่งผู้โดยสาร นอกจากนี้ยังมีรถปิ๊คอัพ 3 ล้อ สำหรับดับเพลิงเบื้องต้น โดยทุกรุ่นจะใช้ เครื่องยนตร์ขนาด 200 ซีซี หรือ DH 200 Z ซึ่งเป็นเครื่องของรถจักรยานยนตร์ขนาดใหญ่ ขับเคลื่อนโดยใช้ระบบเพลาของรถบรรทุก 6 ล้อ โครงช่วงล่างแข็งแรงทนทานเสริมด้วยเหล็กแดงแชสซี ใช้เหน็บ 2 ชิ้น หนา 6 เซ็นติเมตร จำนวน 10 ชั้น สปริงโช๊คอัพทำจากเหล็กกล้าอย่างดี ตัวกระบะทำจากเหล็กกล้าอย่างหนา โดยรถเปล่าสามารถทำความเร็วได้ที่ 80-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อบรรทุกน้ำหนัก 1 ตัน ความเร็วอยู่ที่ 40-60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้านการตลาดในปีแรกนี้มีดีลเลอร์ให้ความสนใจเป็นตัวแทนจำหน่ายแล้วกว่า 20 แห่ง ตั้งเป้ายอดจำหน่ายที่ 500 คัน หรือประมาณ 40 ล้านบาท และมีแผนงานที่จะขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ลาว พม่า กัมพูชา รวมถึงตลาดต่างประเทศอินเดีย และบังคลาเทศเพื่อเป็จตัวแทนจำหน่ายประจำภูมิภาคอีกด้วย ” ดร.วิโรจน์ กล่าว

เพิ่มเติม http://www.newswit.com/

Monday, February 1, 2010

ฮอนด้าหนุนนโยบายรัฐ “I Love Gasohol 91” โชว์ความเหนือชั้น ข้ามขั้นด้วยระบบหัวฉีด PGM-FI ใช้ E20 ได้สบาย

รถจักรยานยนต์ฮอนด้า ขานรับนโยบายสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) “I Love Gasohol 91” การันตีรถจักรยานยนต์ “ฮอนด้า” ทุกรุ่นใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล 91 ได้ 100% ตอกย้ำความต่อเนื่องหลังจากพัฒนาเครื่องยนต์รองรับแก๊สโซฮอลมาตั้งแต่ปี 1989 โดยเฉพาะรถรุ่นยอดนิยมในปัจจุบัน ทั้งฮอนด้า คลิก ไอ, ฮอนด้า เวฟ110 ไอ, ฮอนด้า ซีแซด ไอ, ฮอนด้า แอร์เบลด ไอ, ฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ และรถจักรยานยนต์พรีเมียม “ฮอนด้า พีซีเอ็กซ์” Top of Scooter สัญชาติไทยที่สร้างชื่อกระหึ่มโลกมาแล้วบนเวที “โตเกียว มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41” ด้วยทุกรุ่นที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีแห่งผู้นำ “ระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด PGM-FI” เหนือชั้นและ ข้ามขั้นสามารถรองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 20 ได้สบาย ตอกย้ำเจ้าตลาดตัวจริงของรถจักรยานยนต์เมืองไทยตลอดกาล และที่สุดแห่งเทคโนโลยียนตรกรรมแห่งการขับขี่ ที่เปี่ยมด้วยสมรรถนะ ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบันน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ได้รับความนิยมจากผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่เลือกใช้มากที่สุดกว่าน้ำมันชนิดอื่นๆ โดยก่อนหน้านี้ผู้ขับขี่คิดว่า หากใช้แล้วเครื่องยนต์ไม่แรง สะดุด เร่งไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม จากการที่กระทรวงพลังงงานได้ร่วมกับค่ายรถจักรยานยนต์รณรงค์ให้ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล 91 พร้อมกับแนะนำและให้ความรู้ความเข้าใจกับน้ำมันแก๊สโซออล์ ทำให้ผู้ขับขี่เล็งเห็นความสำคัญมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด เป็นผู้นำประกาศยืนยันมาโดยตลอดว่า รถจักรยานยนต์ฮอนด้า ใช้ได้กับน้ำมันแก๊สโซฮอล 91 ได้อย่างไม่มั่นใจ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสมรรถนะการขับขี่ และระบบเครื่องยนต์

ล่าสุดสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน (สนพ.) จัดกิจกรรมโครงการประชาสัมพันธ์ เพื่อส่งเสริมการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล 91 กับรถจักรยานยนต์ 4 จังหวะ ด้วยการจับมือกับผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ทุกค่ายในประเทศไทย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ภายใต้แนวคิด “I Love Gasohol 91” โดยมุ่งส่งเสริมการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล 91 ในรถจักรยานยนต์ และสานต่อโครงการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล 91 กับรถจักรยานยนต์ที่ผ่านมา พร้อมให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และสร้างความมั่นใจการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอลต่อกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีการใช้อย่างแพร่หลายและถาวร ซึ่งเป็นการสนองนโยบายกระทรวงพลังงานที่มุ่งส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนทุกรูปแบบ ซึ่งจะช่วยให้เพิ่มปริมาณการใช้เอทานอลให้เป็นไปตามเป้าประสงค์ ส่งผลในการส่งเสริมรายได้กับเกษตรกรและประเทศชาติ

บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด ไม่รอช้าเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดแก่ผู้บริโภคและผู้ใช้รถจักรยานยนต์ ฮอนด้าอีกครั้ง ประกาศสนับสนุนนโยบายต่อเนื่องกับภาครัฐเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ของฮอนด้าในโครงการดังกล่าวทันที โดยเฉพาะล่าสุดกับการเป็นผู้นำในการเปลี่ยนยุคแห่งการขับขี่จากเครื่องยนต์คาร์บูเรเตอร์มาสู่ยุคใหม่เพื่อโลก และวันข้างหน้า นำระบบเครื่องยนต์จ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด PGM-FI มาติดตั้งในรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ของฮอนด้า ไม่ว่าจะเป็นรถฮอนด้าเวฟ ไอ, ฮอนด้า ซีแซด ไอ, ฮอนด้า คลิก ไอ, ฮอนด้า แอร์เบลด ไอ, ฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ และกับรถจักรยานยนต์พรีเมียม “ฮอนด้า พีซีเอ็กซ์” ยนตรกรรมระดับเวิลด์คลาสที่สร้างชื่อกระหึ่มโลกมาแล้วบนเวที “โตเกียว มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41” ซึ่งฮอนด้าตั้งใจที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ดีมีความทันสมัย เอื้อประโยชน์สูงสุดต่อผู้ใช้ เพื่อตอบสนองความต้องการสูงสุดผู้บริโภคและคนทั่วไป ที่สำคัญด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยของระบบเครื่องยนต์ใหม่ระบบหัวฉีด PGM-FI ที่สามารถเข้าใกล้ไลฟสไตล์วัยรุ่น นับเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ ที่ครองใจผู้บริโภคจนเป็นเจ้าของยอดจำหน่ายอันดับ 1 ต่อเนื่องมากว่า 21 ปี

นอกจากนี้จากผลการทดลองศึกษาวิจัยและสอบรถจักรยานยนต์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีลาดกระบัง ที่ทำการทดสอบรถจักรยานยนต์ “ฮอนด้า เวฟ” โดยวิ่งระยะทาง 100,000 กิโลเมตรมาแล้ว ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อเครื่องยนต์แต่อย่างใด ย่อมเป็นเครื่องการันตีและสะท้อนให้เห็นว่า รถจักรยานยนต์และระบบเครื่องยนต์ของฮอนด้าสามารถรองรับและให้ความมั่นใจ 100% กับการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ได้อย่างแน่นอน

นายอารักษ์ พรประภา รองกรรมการ บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า ฮอนด้าให้การสนับสนุนนโยบายของภาครัฐมาโดยตลอด โดยเฉพาะครั้งนี้เป็นการรณรงค์ส่งเสริมนโยบายของกระทรวงพลังงานด้านการใช้พลังงานทดแทนแก๊สโซฮอล 91 เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคและผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ 4จังหวะให้หันมาใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล 91 อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่งรถจักรยานยนต์ฮอนด้าสามารถใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล 91 ได้อย่างมั่นใจ โดยฉพาะระบบเครื่องยนต์จ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด PGM-FI ที่ติดตั้งในรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ของฮอนด้า เช่น เวฟ ไอ, ฮอนด้า ซีแซด ไอ, ฮอนด้า คลิก ไอ, ฮอนด้า แอร์เบลด ไอ, ฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ และพีซีเอ็กซ์ ที่เหนือชั้นและข้ามขั้นกว่าใครๆ ซึ่งฮอนด้าตั้งใจที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ดีมีความทันสมัย เอื้อประโยชน์สูงสุดต่อผู้ใช้ เพื่อตอบสนองความต้องการสูงสุดผู้บริโภคและคนทั่วไป ดังนั้นผู้บริโภคและผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ของฮอนด้ามั่นใจในอุปกรณ์และระบบเครื่องนต์ของฮอนด้าได้อย่างมั่นใจและสบายใจ

เพิ่มเติม http://www.newswit.com

Saturday, January 30, 2010

ตลาดรถจักรยานยนต์ไทยส่อแววสดใสรับปีเสือทอง 2553 ฮอนด้าพร้อมก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 ของการเป็นผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ไทย 21 ปีซ้อน

ตลาดรถจักรยานยนต์ไทย ปี 2552 ปิดตัวเลขลงอย่างสวยงามที่ 1,535,613 คัน เติบโตลดลงเพียง 10% จากปี 2551 โดยฮอนด้ายังคงครองแชมป์ผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ไทยอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 21 ด้วยยอดจำหน่าย 1,014,118 คัน เทียบเท่าอัตราส่วนตลาด 66% นับเป็นการก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 ของการเป็นผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ไทย 21 ปีซ้อน ส่วนภาพรวมตลาดฯส่อแววสดใสรับศักราชใหม่ปีเสือทอง 2553 ด้วยยอดจำหน่ายรวมในเดือนสุดท้ายของปีที่ 147,424 คัน เติบโต 127% เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยฮอนด้าเติบโตสูงขึ้นถึง 136% หลังผลักดันรถแบบ เอ.ที รุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดในช่วงหลังของปี ส่งผลให้สัดส่วนการครองตลาดรถประเภท AT ของฮอนด้าสูงขึ้นเป็น 50% ในปัจจุบัน

นายธีระพัฒน์ จิวะพงศ์ กรรมการบริหารฝ่ายขาย บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า “ตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปีเป็นต้นมา ภาพรวมตลาดรถจักรยานยนต์ไทยมีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง เป็นผลจากสภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจากการที่ภาครัฐสามารถรักษาดุลยภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองไว้ได้ จึงช่วยเรียกความเชื่อมั่นของผู้บริโภคกลับคืนมา โดยตลาดรถจักรยานยนต์ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจในช่วงต้นปี จึงกลับฟื้นสภาพขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้าย และล่าสุดในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาตลาดรวมมีการเติบโตสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้าถึง 127% จาก 116,024 คันในเดือนธ.ค.ปี 51 เป็น 147,424 คันในเดือนธ.ค.ปี 52 โดยฮอนด้าเองก็เติบโตสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้าถึง 136% จาก 72,683 คันเดือนธ.ค.ปี 51 เป็น 98,946 คันในเดือนธ.ค.ปี 52 ด้วยเหตุนี้เองจึงส่งผลให้ยอดขายรวมทุกยี่ห้อในปี 52 ปิดตัวเลขลงอย่างสวยงามที่ 1,535,613 คัน หรือเติบโตลดลงเพียง 10% จากปีก่อนหน้า โดยฮอนด้ายังคงครองแชมป์ผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ไทยอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 21 ด้วยยอดจำหน่าย 1,014,118 คัน เทียบเท่าอัตราส่วนตลาด 66% นับเป็นการก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 ของการเป็นผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ไทย ซึ่งทางฮอนด้าขอขอบคุณผู้อุปการะคุณทุกท่าน ที่ให้ความไว้วางใจในรถจักรยานยนต์ฮอนด้าด้วยดีอย่างต่อเนื่องเสมอมา และความไว้วางใจนี้จะเป็นแรงผลักดันให้ฮอนด้ามุ่งมั่นพัฒนารถจักรยานยนต์ที่เพียบพร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆให้สอดรับความต้องการของผู้ใช้ชาวไทยอย่างเหนือความคาดหมาย และรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อโลกอันสวยงามใบนี้” นายธีระพัฒน์ กล่าวสรุป

ด้านตลาดรถประเภท AT ที่ฮอนด้าเพิ่งวางตลาดรุ่นใหม่ล่าสุดไป 2 รุ่นในช่วงหลังของปีทั้ง Honda Scoopy I & Honda PCX นั้น ปรากฏว่าในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ตลาดรวมรถ AT มีการเติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 125% ที่ ยอดรวม 68,793 คัน ในจำนวนนี้เป็นยอดจำหน่ายฮอนด้าเอทีที่ 34,474 คันเทียบเท่าสัดส่วนตลาด 50% เป็นการครองสัดส่วนตลาดสูงสุดในรถประเภทเอทีติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 โดยมี 2 รุ่นหลักยอดนิยมทั้งฮอนด้าคลิก ไอ ที่ 15,358 คัน และ ฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ ที่ 15,085 คัน

ในด้านการผลักดันรถจักรยานยนต์ระบบหัวฉีดออกสู่ตลาดของฮอนด้าอย่างจริงจังตั้งแต่กลางปี 2551 ที่ผ่านมา ล่าสุดในช่วงปลายปี 2552 สัดส่วนตลาดรถแบบหัวฉีดได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเพียง 23% ในเดือนมกราคม มาเป็น 50% ในเดือนธันวาคม หรือโดยเฉลี่ยทั้งปี รถแบบหัวฉีดมีสัดส่วนตลาดที่ 43% ซึ่งฮอนด้าในฐานะผู้บุกเบิกเทคโนโลยีใหม่มาสู่สังคมไทยคาดการณ์ความนิยมในรถแบบหัวฉีดในปี 2553 จะยิ่งเติบโตมากยิ่งขึ้น และมีสัดส่วนเกินกึ่งหนึ่งของตลาดอย่างแน่นอน

สำหรับรายงานตัวเลขตลาดรถจักรยานยนต์ทุกประเภทในเดือนธันวาคม มียอดจดทะเบียนรวมที่ 147,424 คัน แบ่งเป็นรถจักรยานยนต์แบบครอบครัว 71,790 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 49% แบบ เอ.ที. 68,793 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 47% แบบครอบครัวกึ่งสปอร์ต 3,550 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 2% แบบสปอร์ต 1,069 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 1% และแบบออฟโรดรวมประเภทอื่นๆ 2,222 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 2%

ส่วนยอดจดทะเบียนรวมของทั้งปี 2552 อยู่ที่ 1,535,613 คัน เติบโตลดลง 10% จากปีที่ผ่านมา โดยรถจักรยานยนต์ประเภทครอบครัวครองความนิยมสูงสุดที่ 755,599 คันเทียบเท่าสัดส่วนตลาด 49% รถแบบ เอ.ที. จำนวน 715,801 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 47%, รถแบบครอบครัวกึ่งสปอร์ตจำนวน 37,286 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 2%, รถแบบสปอร์ต 11,567 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 1% และแบบออฟโรดรวมทั้งรถประเภทอื่นๆ 15,360 คัน เทียเท่าสัดส่วนตลาด 1%

สำหรับอัตราครองตลาดในปี 2552 ของแต่ละผู้ผลิตมีดังนี้ รถจักรยานยนต์ฮอนด้า 1,014,118 คัน เทียบเท่าอัตราครองตลาด 66%, ยามาฮ่า 428,774 คัน เทียบเท่าอัตราครองตลาด 28%, ซูซูกิ 63,026 คัน เทียบเท่าอัตราครองตลาด 4%, คาวาซากิ 14,801 คัน เทียบเท่าอัตราครองตลาด 1%, เจอาร์ดี 1,537 คัน, แพล็ตตินั่ม 1,059 คัน, ไทเกอร์ 1,143 คัน และอื่นๆ 11,155 คัน

เพิ่มเติม http://www.newswit.com/

Wednesday, January 13, 2010

สหฯรุกตลาดรถมอเตอร์ไซค์มือสองชี้ตลาดปี 53 โตต่อ

เจาะกลุ่มลูกค้างบน้อยตั้งเป้ายอดขาย 1 หมื่นคันต่อเดือนสหการประมูลรุกตลาดรถจักรยานยนต์มือสอง เดินหน้าเปิดประมูลขายราคาถูกแข่งตลาดรถใหม่ ชี้ตลาดปี 2553 สดใสเพราะรถมอเตอร์ไซค์มือสองเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เร่งเจาะกลุ่มลูกค้างบน้อยซื้อมือสองราคาประหยัด ตั้งเป้ายอดขายทั่วไทย 1 หมื่นคันต่อเดือน

นางสาวเสาวลักษณ์ ชัยเดชสุริยะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหการประมูล จำกัด เปิดเผยถึงสถานการณ์ของตลาดรถจักรยานยนต์มือสองว่า

ที่ผ่านมาความต้องการซื้อรถจักรยายนต์มือสองยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากความต้องการซื้อผ่านการประมูลในแต่ละครั้งนั้น สามารถขายได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 95 ของจำนวนรถที่เข้าสู่กระบวนการประมูลขายทอดตลาดซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ ทำให้คาดการณ์ได้ว่าตลาดดังกล่าวในปี 2553 น่าจะมีแนวโน้มที่สดใส เนื่องจากมีปัจจัยต่าง ๆ เข้ามาสนับสนุนให้การประมูลขายแต่ละครั้งประสบความสำเร็จ เช่น จำนวนรถจักรยานยนต์มือสองที่เพิ่มขึ้นทุกวัน นอกจากรถที่เข้าสู่กระบวนการประมูลขายไม่ต่ำกว่า 200 คันต่อครั้งแล้ว ยังมีรถในสต็อกที่จอดรออีกหลายพันคัน นอกจากนี้แล้วราคาขายที่ต่ำกว่าท้องตลาดทั่วไปเป็นปัจจัยที่ทำให้ลูกค้าหันมาซื้อผ่านการประมูลมากขึ้น เพราะลูกค้ามักเปรียบเทียบกับธุรกิจขายรถมอเตอร์ไซค์มือสองทั่วไป ทั้งยังมีการเปรียบเทียบกับรถใหม่ซึ่งราคาแตกต่างกันมาก ในขณะที่รถจักรยายนต์มือสองส่วนใหญ่อยู่ในสภาพใกล้เคียงรถใหม่มาก

“รถบางคันจดทะเบียนไม่ถึง 1 ปี แต่ราคาถูกกว่ารถใหม่ประมาณ 40-50 % เช่น YAMAHA FINO ซึ่งราคารถใหม่อยู่ที่ 43,000 หมื่นบาท แต่ลูกค้าสามารถประมูลซื้อได้ในราคาประมาณ 30,000 หมื่นบาท รวมทั้งรถยอดนิยมของตลาดอีกหลายรุ่นที่ลูกค้าหลีกเลี่ยงการซื้อในราคาแพง และหันมาซื้อรถมือสองจากการประมูล ทำให้มั่นใจว่าสามารถแข่งขันกับตลาดรถใหม่ได้นอกจากนี้แล้วยังมีรถจักรยานยนต์มือสองที่มีอายุการใช้งานไม่เกิน 2 ปี ที่มีการกำหนดราคาเริ่มต้นประมาณ 1 หมื่นบาท ที่ถือว่าเป็นราคาประหยัดและได้รับความสนใจจากลูกค้าในสัดส่วนที่สูง” นางสาวเสาวลักษณ์กล่าว และเปิดเผยเพิ่มเติมว่า บริษัทได้กำหนดนโยบายในการตอบรับความต้องการของลูกค้า ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด นอกจากจะจัดให้มีการประมูลที่สำนักงานใหญ่ ทุกวันพฤหัสบดี และ ทุกวันเสาร์ เวลา 11.00 น.และการประมูลที่สาขารังสิต-คลอง 8 ทุกวันอังคาร และ ทุกวันอาทิตย์ เวลา 11.00 น. แล้วบริษัทฯ ยังจัดให้มีการประมูลในต่างจังหวัดควบคู่ไปกับการประมูลรถยนต์มือสอง โดยการประมูลแต่ละครั้งจะคัดเลือกรถที่อยู่ในความต้องการของลูกค้า เช่น HONDA WAVE , HONDA CLICK i , HONDA CLICK PLAY , YAMAHA FINO , YAMAHA MIO NEW และตั้งเป้ายอดขายไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นคันต่อเดือน

เพิ่มเติม http://www.newswit.com

ลุยจัด “BMF 2010” คาด 4 วันโกยกว่า 200 ล้านบาท ค่ายมอเตอร์ไซค์เฮขาน ฮอนด้าดัน “PCX” โชว์กระหึ่ม

“The 2nd Bangkok Motorbike Festival 2010” สุดยิ่งใหญ่ เนรมิตรพื้นที่ทั้งห้าง Central World จัดเทศกาลเพื่อคนที่หลงใหลรถจักรยานยนต์ ค่ายมอเตอร์ไซค์ทุกยี่ห้อขานรับ พร้อมระดมกิจกรรมสุดฮิตหลากสไตล์เอาใจBiker 28-31 มกราคมนี้ชมฟรี คาด 4 วัน เงินสะพัดกว่า 200 ล้านบาท มีผู้ชมงานไม่ต่ำกว่า 150,000 คน

นายณัฐบูร ไตรณัฐี และ นายณัฐพล ไตรณัฐี ผู้จัดงานเทศกาลเพื่อคนที่หลงใหลในรถจักรยานยนต์ “The 2nd Bangkok Motorbike Festival 2010” เปิดเผยว่า ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 ที่ยิ่งใหญ่กว่าครั้งที่ผ่านมา จนได้รับการยอมรับว่า เป็นงานเทศกาลเพื่อคนรักมอเตอร์ไซค์ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากมีค่ายรถและร้านอุปกรณ์ตกแต่งมาร่วมงานคับคั่ง และยังจัดกิจกรรมสุดฮิตหลากสไตล์เพื่อเอาใจชาว Biker และผู้สนใจทั่วไปตลอด 4 วัน ทั้งการแสดงโชว์ขับขี่ผาดโผน รถมอเตอร์ไซค์โบราณ การรวบรวมรถมอเตอร์ไซค์ทุกรุ่นทุกแบบ เป็นต้น

“คาดว่าจะมีเงินสะพัดกว่า 200 ล้านบาท เพราะค่ายรถต่างๆ มีรถรุ่นใหม่และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งอุปกรณ์ตกแต่งและคอลเล็คชั่นมาเปิดจำหน่าย อย่างฮอนด้าก็มีรถไฮเทครุ่นใหม่ “PCX” มาร่วมงาน ค่ายฝรั่งก็มี Harley Davidson และยังมีค่ายอื่นๆ อีก คาดว่าจะขายรถได้ราว 100 คัน อีกทั้งร้านค้าต่างๆ ก็มีความพร้อมที่จะนำสินค้ามาจำหน่าย ที่สำคัญวันที่จัดงานยังอยู่ในช่วงเทศกาล ผู้บริโภคทั่วไปและชาว Biker มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอย โดยปะมาณว่า จะมีผู้เข้าชมงานไม่น้อยกว่า 150,000 คน เพราะปีที่แล้วค่ายรถและร้านค้ามาร่วมงานน้อยกว่า ยังมีผู้เข้าชมร่วมแสนคน”

ด้านนายอารักษ์ พรประภา กรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด เผยถึงการเข้าร่วมงานครั้งนี้ว่า เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ระดับชาติ และเป็นงานเทศกาลเพื่อคนรักมอเตอร์ไซค์แท้จริง เอ.พี.ฮอนด้า จึงได้สนับ

สนุนและเข้าร่วมงาน โดยนำรถจักรยานยนต์ระดับเวิล์ดคลาสที่สุดแห่งเทคโนโลยีใหม่ Honda PCX สุนทรีย

ศาสตร์ใหม่ในการขับขี่ ที่ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น ระบบหยุดเครื่องยนต์อัจฉริยะ IDLING STOP SYSTEM นวัตกรรมแห่งอนาคตที่ช่วยประหยัดพลังงานและลดมลพิษ ดีไซน์ล้ำหน้าหรูหรา สะท้อนเอกลักษณ์ใหม่ในการใช้ชีวิต ถือเป็นสุดยอดมอเตอร์ไซด์ในฝันของหนุ่มๆ ที่เป็นเจ้าของได้ไม่ยาก

ส่วนจัดกิจกรรมสุดฮิตหลากสไตล์ที่จัดแสดงเพื่อเอาใจชาว Biker และผู้สนใจทั่วไปที่เข้าชมงานนี้ตลอด 4 วัน อาทิ โชว์ทีมสตั๊นท์กับลีลาขับขี่มอเตอร์ไซค์ผาดโผน ณ บริเวณลานหน้า Central World ทุกวัน วันละ 2 รอบ เวลา 17.00 น. และ 19.00 น, เวทีสนทนาจากนักขี่ผู้มีชื่อเสียงในวงการรถมอเตอร์ไซค์ไทย, พบช่างซ่อมรถชั้นเซียน, นิทรรศการศิลปะจากศิลปินที่หลงใหลรถมอเตอร์ไซค์ ที่จะนำผลงานศิลปะต่างๆ มาแสดงในชั้นต่างๆ ของศูนย์การค้า และโซนการแสดงนิทรรศการภาพ Sense of Journey บริเวณชั้น 6, การรวบรวมรถมอเตอร์ไซค์เหล่าคนดังเมืองไทย ที่นำรถสุดรักมาแสดงในบริเวณชั้นต่างๆ ในศูนย์การค้าที่บริเวณลาน Celebrities Bike ชั้น 5 โซน Atrium, การรวบรวมสุดยอดรถมอเตอร์ไซค์ที่ผ่านการโมดิฟายในระดับแนวหน้า ทั้งรถสไตล์ Chopper, Sport, Touring, Big Scooter, Naked, Motocross จัดแสดงในมุม Ultimate Custom Bike บริเวณชั้น 3 โซน Eden

ชมมอเตอร์ไซค์โบราณที่หาชมได้ยาก โดยชมรมอนุรักษ์และพัฒนาจักรยานยนต์โบราณไทย ภายใต้มูลนิธิอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทยในพระบรมราชูปถัมภ์, รถจักรยานยนต์นำขบวนกองเกียรติยศและผู้นำประเทศ จัดแสดงที่บริเวณโถงกลางชั้น 1 Central Court, Your First Friend เพื่อนคนแรกของนักท่องเที่ยว พบกับการปฏิบัติหน้าที่และยานพาหนะของเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว, แฟชั่นโชว์จากแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำ ซึ่งจะขนสุดยอดนายแบบ นางแบบ มาสวมใส่ชุดในสไตล์ Biker พร้อมกับร้านจำหน่ายเสื้อผ้าสไตล์ Street Wear มารวมไว้ในบริเวณลานหน้า Central Worldนอกจากนี้ยังเนรมิตรลานเบียร์ขนาดใหญ่หน้า Central World พร้อมฟังดนตรีสดๆ จากวงดนตรีมืออาชีพระดับแนวหน้าจากร้านดัง ตั้งแต่หัวค่ำถึงเที่ยงคืนของทุกวัน

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมพิเศษ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองไทย ด้วยรถจักรยานยนต์ที่จะนำผู้สื่อข่าวหนังสือมอเตอร์ไซค์ระดับโลกชาวยุโรปมาร่วมขับขี่กับนักขี่ชาวไทย ท่องไปในเส้นทางท่องเที่ยภาคเหนือ ลัดเลาะผ่านหุบเขาในช่วงหน้าหนาว และมาจบการเดินทางในวันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคมนี้ ซึ่งเป็นวันเปิดงาน “The 2nd Bangkok Motorbike Festival 2010” ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นการขยายฐานนักท่องเที่ยวชาว Biker ให้รู้จักเมืองไทยมากขึ้น

เพิ่มเติม http://www.newswit.com

Monday, January 11, 2010

แบงค็อก มอเตอร์ไบค์ฯ แถลงข่าว The 2nd Bangkok Motorbike Festival 2010

ณัฐพล และ ณัฐบูร ไตรณัฐี ผู้จัดงาน “แบงค็อก มอเตอร์ไบค์ เฟสติวัล ครั้งที่ 2” (The 2nd Bangkok Motorbike Festival 2010) งานเทศกาลเพื่อคนรักมอเตอร์ไซค์ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การรวบรวมทุกเรื่องราวของชาวไบเกอร์ไว้อย่างครบถ้วนที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการจัดแสดงรถรุ่นใหม่ล่าสุดจากค่ายรถชั้นนำ อาทิ ฮาร์เล่ย์ เดวิดสัน , ไทรอัมพ์ , บีเอ็มดับเบิ้ลยู , ดูคาติ , ฮอนด้า , ยามาฮ่า , แซคส์ และสไปเดอร์ การจัดแสดงนิทรรศการรวมถึงกิจกรรมต่างๆ ซึ่งงานจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 28-31 มกราคม 2553 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวิลด์

จึงใคร่ขอเรียนเชิญท่านสื่อมวลชนร่วมงานแถลงข่าวในวันอังคารที่ 12 มกราคมนี้ เวลา 13.30 น. ณ ชั้น 1 โซนเซ็นทรัล คอร์ท (บริเวณลิฟท์แก้ว) ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวิลด์

เพิ่มเติม http://www.newswit.com