Showing posts with label History. Show all posts
Showing posts with label History. Show all posts

Thursday, May 26, 2011

BMW Group History Motorcycles

BMW Group History Motorcycles

BMW Group History Motorcycles
Learn about BMW Motorcycles and the history of these powerful bikes.
http://www.articlesbase.com/videos/5min/517059041

http://www.nerdvidz.com/tag/motorcycle/page/4



BMW Group History Motorcycles | Car Review – New and Used Car ...
BMW Motorcycles · BMW Motorcycles · History of tire development · A History of the Rose Parade Presented by Honda · Jeep Moab Safari Group ...
http://www.carreview.tv/cars-testing/automototv-car-tv/2011/05/bmw-group-history-motorcycles/

Wednesday, November 11, 2009

Suzuki 100 Years of Innovation…100 ปี กับ ซูซูกิ

Suzuki 100 Years of Innovation…100 ปี กับ ซูซูกิ สู่นวัตกรรมที่ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ จาก
เครื่องทอผ้า...สู่ความเป็นผู้นำในเทคโนโลยียานยนต์ระดับโลก ฉลองครบรอบ 100 ปี ในเดือนตุลาคม ปี
2009 นี้ ปัจจุบัน ซูซูกิ ได้ขยายธุรกิจออกไปอย่างมากมาย ทั้งรถจักรยานยนต์ รถยนต์ รถเอทีวี เครื่อง
ยนต์เรือ และอีกหลากหลายนวัตกรรม เพื่อตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้ากว่า 190 ประเทศ และมี
โรงงานผลิต / ประกอบ กว่า 60 ประเทศทั่วโลก ระยะเวลา 100 ปี ที่ผ่านมาของ ซูซูกิ ได้สร้างสรรค์ และ
ประดิษฐ์นวัตกรรมที่มีคุณภาพตอบสนองทุกความต้องการทั่วโลก เพื่อสร้างความเร้าใจ ความท้าทาย คุณ
ค่า ทางเลือกที่ถูกต้อง และมุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งภายใต้แบรนด์สโแกนปัจจุบัน “Suzuki Way of
Life!”

ย้อนกลับไปในปี 1909 (พ.ศ.2542) มร.มิชิโอะ ซูซูกิ (Mr.Michio Suzuki) ผู้ก่อตั้งบริษัทผลิตเครื่องทอผ้า ซูซูกิ (Suzuki Loom Works) ในเมืองฮามามัตซึ (Hamamatsu) ตั้งอยู่ทางใต้ของญี่ปุ่น พร้อมกับมีการพัฒนาเครื่องทอผ้า เพื่อให้สามารถรองรับกับ ความต้องการของลูกค้าในยุคนั้น จนเป็นผู้นำในการผลิตเครื่องทอผ้าของโลก ที่ต้องการเครื่องจักรที่สามารถผลิตเสื้อผ้า ที่มีลายในแนวนอน และแนวตั้งได้ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิด ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานอย่างแท้จริงได้ จึงเป็นที่มาของปรัชญาของ ซูซูกิ คือ “โมโนซูกูริ” (Monozukuri) หรือ นวัตกรรมแห่งการประดิษฐ์แห่งการสร้างสรรค์ เพื่อทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้...ให้เป็นไปได้

ซูซูกิ เริ่มหันมามุ่งเน้นธุรกิจยานยนต์ ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งที่มาพร้อมกับความท้าทายที่ตั้งใจไว้ ซึ่งสามารถ
ตอบสนองการดำรงชีวิตของผู้คนได้มากกว่า และด้วยการผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความท้าทายมากมาย ความใฝ่ฝัน และเป้าหมายที่ตั้งไว้ก็ประสบผลสำเร็จในปี 1952 (พ.ศ.2495) ซูซูกิ ได้เปิดตัว “Power Fee” ยานพาหนะแบบ 2 ล้อ ที่นำจักรยานมาติดเครื่องยนต์ (Motorized Bicycle) ขนาด 36 ซีซี 2 จังหวะ ซึ่งถือเป็นผลงานชิ้นแรกของซูซูกิ ในธุรกิจรถจักรยานยนต์ และได้รับความนิยมอย่างมาก และหลังจากนั้นในปี 1953 (พ.ศ.2496) ซูซูกิผลิตจักรยานติดเครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะสูงขึ้น รุ่นต่อมาคือ “Diamond Free” ขนาด 60 ซีซี 2 จังหวะ และเวลาแห่งความสำเร็จก็มาถึงกับรถจักรยานยนต์ (Motorcycle) ที่สมบูรณ์แบบคันแรกของซูซูกิ ชื่อว่า “Colleda” ขนาด 90 ซีซี 4 จังหวะ ผลิตออกมาในปี 1954 (พ.ศ.2497) และได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม จนได้ออกรถใน Series ต่อๆ มาอีกหลายรุ่น

จากนั้น ซูซูกิ ไม่หยุดยั้งในการพัฒนารถจักรยานยนต์รุ่นต่อๆ มา ซึ่งสร้างชื่อเสียง และได้รับความนิยมไป
ทั่วโลกในแต่ละ Series จวบจนปัจจุบัน จนติดอันดับ “World’s Big Four” อันได้แก่ T500 (1968), GT750
(1971), RM125 (1975), GS750 (1976), RG250R (1983), GSX-R750 (1985), IntruderVS1400 (1987), Bandit400
(1989), Skywave/Burgman400 (1998), Hayabusa (1999), B-King (2008) และ Gemma (2008) เป็นต้น โดยฉลอง
การผลิตรถจักรยานยนต์ สะสมครบ 40 ล้านคันทั่วโลก ในปี 1999


ฝันที่เป็นจริง…กับการเดินหน้าเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์อย่างเต็มตัว

เพิ่มเติม http://www.spsuzuki.com

Monday, August 10, 2009

โลกของซูซูกิ

โลกแห่งเทคโนโลยีของซูซูก็เริ่มเป็นเงาขึ้นอย่างเลือนลาง เมื่อครอบครัวของชาวไร่ฝ้ายชานเมืองฮามา มัทซึ คนหนึ่ง ให้กำเนิดทารกเพศชายขึ้น เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2430 ท่ามกลางความยินดีของครอบครัวทุกคน ซึ่งเป็นคติธรรมเนียมของชาวเอเชียตะวันออกไกล มักจะให้ความสำคัญของเด็กที่เกิดใหม่เป็นเพศ ชายเสมอ เพราะนั่นเป็นกำลังงานสำคัญสำหรับประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ของครอบครัวสืบไปเด็กคนนี้ได้รับการขนานนามตามชื่อสกุลของเขาว่า "Mishio Suzuki"

หลังผ่านพ้นภาวะของความเป็นเด็กไปไม่นาน หนุ่มน้อย ซูซูกิ ก็ได้เป็นกำลังของครอบครัวด้วยการออกไปฝึกการเป็นช่างไม้ ด้วยอายุเพียง 14 ปี แล้วแววอัจฉริยะของเขาก็ปรากฎเมื่อ ซูซูกิ เข้าไปฝึกงานที่โรงงานทอผ้าอยู่ 4 ปี ก็เริ่มใช้ความชำนาญในเชิงช่างประดิษฐ์เครื่องทอผ้าได้สำเร็จ จนต่อมาสามารถตั้งโรงงานทอผ้าของตนเองได้ในปี 2463 ใช้ชื่อโรงงานว่า "Suzuki Loom Manufacturing" ด้วยทุนจดทะเบียน 500,000 เยน มีผู้ถือหุ้น 72 คน เป็นวันเดียวกับที่ตลาดข้าว ฝ้าย ไหม และหุ้นพังทลายโรงงานขนาดเล็กจำนวนมากต่างล้มละลาย แต่บริษัทของ ซูซูกิ สามารถประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดีอย่างไรก็ตาม ซูซูกิ ได้เล็งเห็นความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนธุรกิจให้เป็นสินค้าประเภทอุปโภคเขาได้ทำการศึกษาและได้ข้อสรุปว่า รถยนต์ ขนาดเล็ก จะเป็นธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนระยะยาวได้ดีที่สุด ซึ่งนี่คือ จุดเริ่มต้นแห่งความเป็นอัจฉริยะของเขาอย่างชัดเจน เนื่องจากตลาดรถยนต์ในขณะนั้นมียอดจำหน่ายเพียง 20,000 คัน เท่านั้น SUZUKI เริ่มผลิตเครื่องยนต์ขนาด 750 ซีซี.4 ลูกสูบขึ้น เป็น ครั้งแรก หลังการจัดตั้งโรงงานได้สำเร็จแต่กิจการต้อง หยุดชะงักลง เนื่องจากในขณะนั้เเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นทำสงครามกับประเทศจีนทำให้รัฐบาล
สั่งห้ามดำเนินกิจการที่ไม่สำคัญเพื่อใช้โรงงานในการสร้างอาวุธทำให้ ซูซกิต้องย้ายมาตั้งโรงงานใหม่ที่Takatsuka (ปัจจุบันเป็นสำนักงานใหญ่ของซูซูกิ) เพื่อใช้ในการเสริมสร้างการผลิตของโรงงานที่ Hamamatsu อีกส่วนหนึ่ง ในปี 2487 บริษัทเริ่มประสบผลการขาดทุนเป็นครั้งแรก เนื่องจากแผ่นดินไหว ทำให้ตึกถล่มไป 3 หลังและอีก 2 หลังเสียหายเป็นบางส่วน แต่ก็ไม่เป็นผลทำให้กิจการของ ซูซูกิ ชะงักลงทั้งหมด

หลังสงครามสิ้นสุดลง ผลจากสงครามส่งผลให้วัตถุดิบต่างๆขาดแคลนทำให้ Mr. Mishio Suzuki ประสบปัญหาต่าง ๆ มากมายจึงหาทางออกด้วยการพักผ่อนโดยการขี่จักรยานท่องเที่ยวไปแบบไม่มีจุดหมายปลายทาง และจากการเดินทางในครั้งนั้น ทำให้ SUZUKI พบว่าระบบขนส่งถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงน้อยคนนัก ที่จะมีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ใช้ หลายบริษัทเริ่มผลิตรถจักรยานยนต์แบบหยาบๆและขาดคุณภาพ SUZUKI จึงคิดว่า ตนน่าจะเป็นผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ที่มี คุณภาพได้ดี และดีพอที่จะสร้างให้เข้าสู่ ระบบอุตสาหกรรมได้เป็นอย่างดี
เนื่องจากซูซูกิเคยมีประสบการณ์จากการสร้างรถยนต์มาแล้ว . . ระบบการบริหารงานจึงอยู่ในสมองของเขาทั้งหมด ตรงนี้เอง คือ จุดกำเนิดนวตกรรมใหม่หลังสงครามโลกของเครือข่ายในนามของ ซูซูกิ เมื่อเขานำเอา เครื่องยนต์ 2 จังหวะ ที่เหลือจากสงคราม มาเป็นต้นกำลังของรถจักรยานติดเครื่องโดยให้ชื่อรถรุ่นแรกเป็นแบบ A Type และได้รับการต้อนรับจากมหาชนอย่างล้นหลาม ทำให้ซูซูกิหันไปพัฒนาโรงงาน เดิมที่ Hamamatsu นกลายเป็นเศูนยกลางการ ผลิตรถจักรยานยนต์ซูซูกิในเวลาต่อมา

ในช่วงของการเริ่มต้นที่ผ่านมา Mr. Mishio Suzuki ได้ผลิต แต่ตัวเครื่องอย่างเดียว จึงเริ่มต้นการปรับกลยุทธ์การผลิตอีก ครั้งหนึ่ง เพราะเมื่อรัฐบาลกลางสามารถบูรณะถนนหนทางได้ดี ขึ้นกว่าเดิมแล้วยานยนต์ หลายชนิดเริ่มเพิ่มความเร็วของเครื่องยนต์ ได้มากขึ้นการใช้ตัวถังรถจักรยานยนต์เริ่มเป็นอุปสรรคต่อ ความเร็วดังนั้น ซูซูกิ จึงผลิตรถจักรยานยนต์ทั้งคันเพื่อรองรับขีดความสามรถของเครื่องยนต์ที่สูงขึ้น โดยเริ่มผลิต 90 ซีซี. สูบเดียว 4 จัวหวะให้รอบเครื่องยนต์ 4,000 รอบต่อนาที โดยให้ชื่อ รุ่นประเดิมชัยครั้งนี้ว่า Coleda นับเป็นรุ่นสำคัญของสายการผลิตแบบครบระบบตามแผนพัฒนาที่ซูซูกิตั้งเป้าหมายเบื้องต้นเอาไว้ได้ รถรุ่นนี้ได้มีการปรับแต่งลงสนามแข่งขันเพื่อแสดงให้ประชาชน เห็นถึงสมรรถนะอันสูงเยี่ยมของระบบเครื่องยนต และได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ในกลุ่มผู้นิยมความเร็วในช่วงต้น ปี 2510 บริษัท ซูซกิ แห่งประเทศญี่ปุ่น ได้ขยายกิจการมาตั้งโรงงานผลิตรถจักรยานยนต์ที่เมืองไทย โดยใช้ชื่อโรงงาน"ไทยซูซูกิมอเตอร์" โดยร่วมทุนกับบริษัท เอส.พี. ซูซูกิ จำกัด (มหาชน) และบ้านซูซูกิ จำกัด ดังที่เรารู้จักดีแล้ว Mr. Mishio Suzuki ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทางเทคโนโลยีต่างๆ ด้วยการจัดตั้งกองทุน สนับสนุนภาคอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลและเทคโนโลยีต่างๆร่วมมือกับ Industry-University โดยแต่งตั้ง Mr.Osamu Suzuki เป็นประธานบริษัท และ Mr. Jitsujino Suzuki เป็นประธานกรรมการ จากอดีตจนถึงปัจจุบัน

ที่มา http://www.spsuzuki.com/

Sunday, August 9, 2009

ประวัติรถจักรยานยนต์

รถจักรยานยนต์คันแรกของโลกถือกำเนิดขึ้นมาในโลกแห่งวิศวกรรม เกือบจะเป็นเวลาเดียวกับรถยนต์ที่ใช้พลังขับเคลื่อนแบบสันดาปภายในทั่วไป เพียงแต่ว่ารูปทรงในระยะแรกต้องอาศัยรถพ่วงเข้ามาเสริมบ้างอาศัยล้อที่ 3 เข้ามาช่วยบ้าง เพื่อการทรงตัวดีขึ้น โดยระยะแรกๆ นั้น เจมส์ วัตต์ ได้สร้างเครื่องจักรไอน้ำขึ้นมาเป็นตัวต้นกำลัง ซึ่งมีชิ้นส่วนขนาดค่อนข้างใหญ่ และมีน้ำหนักมาก ขีดจำกัดในการใช้งานของเครื่องยนต์ ชนิดนี้จึงถูกนำไปใช้ในยานพาหนะขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดการสมดุลในน้ำหนักที่ค่อนข้างมากของตัวต้นกำลัง เช่นรถจักรไอน้ำที่เราคุ้นตามาแต่ยุคบุกเบิก หรือเรือกลไฟที่เราเคยใช้งานเพื่อขนถ่ยสินค้าตามลำน้ำกันนั่นเอง

ในช่วงปลายค.ศ 1884 นั้นน่าเป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกถึงการเสนอผลงาน "พิมพ์เขียว" แสดงให้เห็นถึงการทำงานของเครื่องยนต์ สันดาปภายในขนาดเล็กที่จะมีการพัฒนาสำหรับการนำมาติดตั้งในรถจักรยานยนต์เป็นครั้งแรก โดยทุนสนับสนุนของมหาเศรษฐีชาวอังกฤษชื่อ Edward Butler ด้วยเครื่องยนต์ ที่ใช้คาบูเรเตอร์เป็นตัวผสมอากาศเป็นครั้งแรก โดยใช้คอยล์จุดระเบิดเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการสันดาปภายใน ห้องเผาไหม้ในเวลาดังกล่าวนั้น เครื่องยนต์แบบ 4 จังหวะของ OTTO ก็กำลังอยู่ในขั้นวิจัยระยะสุดท้าย โดยทางประเทศเยอรมันนี ก็ตั้งความหวังในการสร้างรถจักรยานยนต์คันแรกด้วยทีมงานของ Gottlieb Daimler และ Karl Benz ซึ่งต่อมาทั้งคู่สามารถสร้างได้สำเร็จ แต่เสียดายที่รถต้นแบบถูกไฟไหม้ไปพร้อมๆ กับโรงงานในปี ค.ศ. 1903

ในช่วงปีค.ศ. 1892 เฟลิกซ์ธีโอดอร์มิลเลอร์ นักค้นคว้าชาวอังกฤษ ได้นำเอาเครื่องยนต์แบบ 5สูบ (ในวงการวิศวกรรมยานยนต์เรียกกันว่าสูบดาว) ส่งกำลังโดยตรงจากห้องข้อเหวี่ยงลงสู่ดุมของวงล้อโดยตรง โดยมิลเลอร์ตั้งชื่อรถของเขาว่า Stellar ซึ่งมีความหมายว่าดวงดาว อย่างไร ก็ตามในอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศอังกฤษยุคบุกเบิกในปลายศตวรรษที่ 18 Mr. John Boyd Dunlop ซึ่งเป็นลูกชายของบริษัทผู้ผลิตยาง ดันล็อปได้เข้ามามีบทบาทเสริมในด้านการผลิตยานยนต์ด้วย

ส่วนประเทศอิตาลี Mr. Enrico Bernardi ได้นำเอาเครื่องยนต์ตัดหญ้ามาเป็นตัวต้นกำลังขับ-ผลักดันให้รถจักรยานธรรมดา กลายเป็นรถมอเตอร์ไซค์ได้สำเร็จเป็นคนแรกของประเทศอิตาลีในช่วงปี ค.ศ. 1893 โดยเครื่องยนต์ชนิดนี้ ให้แรงม้าสุทธิเพียงครึ่งแรงม้า ที่รอบเครื่อง 280-500 รอบ/นาที

ขยับขึ้นมาอีก 2 ปี การพัฒนาเครื่องยนต์ขนาดเล็ก เพื่อนำมาติดตั้งในพาหนะระดับย่อย ก็เริ่มได้จุดลงตัว โดย Mr De Dion สามารถนำเอาเครื่องยนต์ แบบสูบเดี่ยว 4 จังหวะลงมาติดตั้งในรถ 3 ล้อขนาดเล็กได้สำเร็จโดยเครื่องยนต์ต้นแบบชุดนี้ ยังไม่มีคาบูเรเตอร์ แต่ใช้กรรมวิธีในการดึงเอาไอระเหยจากน้ำมันเบนซิน ป้อนเข้าไปในห้องเผาไหม้ในจังหวะดูด ส่วนผู้ที่สร้างระบบจุดระเบิดสำหรับใช้กระตุ้นจังหวะงานของหัวเทียน คือ Mr Robert Bosch ซึ่งต่อมาได้พัฒนาระบบไฟฟ้า ทุกชนิดเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์จนกลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของวงการรถยนต์และพาหนะเกือบทุกชนิดไปในปลายศตวรรษที่ 19 จนถึงยุคปัจจุบัน

ส่วนรถจักรยานยนต์ที่ใช้วงล้อเดี่ยวและสามารถผลิตลงสู่ตลาดโลกได้สำเร็จ เป็นผลงานคละเคล้าอยู่หลายประเทศ เช่น อังกฤษ เยอรมนี อิตาลี และฝรั่งเศษ ทางด้านประเทศเยอรมนี น่าจะเป็นผลงานของเดมเลอร์ และเบนซ์ ก่อนที่จะยุบตัวลงในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 เนื่องจากต้องปรับผังของโรงงาน ออกมาสร้างยุทธปัจจัยต่างๆ เพื่อสนับสนุนกองทัพ ส่วนทางด้านอังกฤษ มีผลงานเด่นของ "Raleigh" ที่เริ่มผลิตรถจักรยานขายเป็นอุตสาหกรรมมาก่อน แล้วจึงนำเครื่องยนต์มาติดตั้งเอาไว้ที่แผงคอหน้ารถจักรยานในปี ค.ศ. 1899 ด้วยรูปทรงที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบในที่สุด

จากยุค 1900 มาจนถึง 2004 นับเป็นเวลากว่า 100 ปีเศษ ที่วงการอุตสาหกรรมยานยนต์ก้าวเดินต่อมาด้วยแนวความคิดอันหลากหลาย ของวิศวกรหลายชาติ และหลายประเทศ รวมมาถึงชนชาติญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในเอเชียที่เริ่มก้าวเข้าสู่วงการผลิตรถลงสู่ตลาดโลกในช่วงหลังของปี ค.ศ. 1950 ชื่อของรถจากประเทศญี่ปุ่น ก็เริ่มดับรัศมี แนวความคิดเดิมๆ ของบริษัทยักษ์ใหญ่ของทวีปยุโรปลงอย่างสิ้นเชิงและแน่นอนว่าชื่อของ ฮอนด้า ยามาฮ่า ซูซูกิ และคาวาซากิ คือ 4 ในกระแสของความนิยมในระดับสูงสุดที่ยังเหลือผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ลงป้อนตลาดโลกอยู่เพียงไม่กี่แห่ง จากจำนวนเกือบ 100 ยี่ห้อที่มีการผลิตรถในยุคก่อน สงครามโลกครั้งที่สองจะสงบลง

รถจักรยานยนต์สมัยแรกๆ ที่เข้ามาในประเทศไทย ได้แก่ บีเอ็มดับบลิว ฮาร์เลย์ เดวิดสัน ไทรอัมพ์ จนกระทั่งเมื่อรถจักรยานยนต์จากญี่ปุ่น เริ่มเข้าตลาดเมืองไทยจนปัจจุบันนี้ เราจะเห็นแต่รถจักรยานยนต์จากประเทศญี่ปุ่นเป็นส่วนมาก ส่วนรถจักรยานยนต์จากประเทศยุโรป ก็ยังมีอยู่แต่มีราคาที่แพง กว่ามาก อะไหล่หายากจึงมีผู้สนใจเฉพาะผู้ที่รักรถจักรยานยนต์จากยุโรปจริงๆ และผู้ที่มีกำลังเงินในการซื้อเท่านั้น

เพิ่มเติม http://www.vrclassiccar.com/2wheel_story/bike.php

Friday, August 7, 2009

ฮอนด้ากับชายที่ชื่อ "โซอิชิโร่ ฮอนด้า"







สภาพความเป็นอยู่ในวัยเด็ก
โซอิชิโรฮอนด้าเกิดอยู่ในหมู่บ้านโคเมียวอำเภออิวาตะแถบชานเมืองประเทศญี่ปุ่น เป็นบุตรชายคนโตของครอบครัวฮอนด้าซึ่งมีอาชีพช่างตีเหล็กมาหลายชั่วอายุคน ครอบครัวของโซอิชิโรมีฐานะปานกลางทำให้ตอนเด็กโซอิชิโรมีโอกาสได้เรียน หนังสือจนจบชั้นประถม

โซอิชิโรสนใจเครื่องจักรมากตั้งแต่ยังไม่รู้ ความโดยเฉพาะเครื่องจักรของโรงสีข้าวเขาจะชอบเป็นพิเศษคุณปู่ต้องพาโซอิชิโร ไปโรงสีข้าวจนกระทั่งเดินได้พออายุประมาณ3ขวบโซอิชิโรก็ชอบแอบเข้าไปเล่นใน ที่ทำงานของพ่อโซอิชิโรเคยหนีโรงเรียนและขโมยเงินจากตู้ขี่จักรยานออกไปจาก บ้านถึงสถานที่แสดงโชว์ประมาณ20กิโลเมตรเพื่อที่จะไปชมการแสดงโชว์บินผาดโผน ของนักบินอเมริกาด้วยความอยากดูเครื่องบินมากโดยไม่นึกถึงโทษทัณฑ์ที่จะได้ รับเลยซึ่งหลังจากไปดูเครื่องบินที่ฮานามัตษุกลับมาโซอิชิโรก็ชอบเล่นเป็น นักบินอยู่ระยะหนึ่ง

โซอิชิโรเป็นเด็กที่หัวไวแต่ฉลาดแกมโกงครั้ง หนึ่งเขาได้แอบตีระฆังสัญญาณบอกเวลาเที่ยงก่อนเวลา1ชั่วโมงเพื่อจะได้ทาน มื้อเที่ยงก่อนเวลาเนื่องจากโซอิชิโรรู้สึกหิวข้าวมาก

โซอิชิโรชอบ เรียนวิชาศิลปะประดิษฐ์และคณิตศาสตร์แต่ไม่ชอบวิชาเขียนตัวอักษรด้วยพู่กัน หรือวิชาเรียงความทำให้เขามักหนีโรงเรียนไปเล่นอยู่ในป่าหลังโรงเรียนซึ่งโซ อิชิโรชอบไปเที่ยวเล่นสนุกในป่ากับเพื่อนๆอยู่เสมอบางครั้งก็ว่ายน้ำหรือ วิ่งเล่นกันเมื่อเวลาสมุดพกรายงานผลการเรียนออกมาเขาก็มีวิธีไม่ต้องเอาสมุด พกให้พ่อแม่ดูโดยทำปลอมตรานามสกุลขึ้นมาเองด้วยความที่โซอิชิโรเป็นเด็กซุก ซนทำให้ก่อเรื่องอยู่เป็นประจำซึ่งเวลาที่ถูกลงโทษผู้ที่เข้ามาช่วยอยู่เสมอ คือคุณย่า

ลักษณะนิสัยที่เรียกว่าฉายแววในวัยเด็ก
โซอิชิ โรมีนิสัยที่คิดอะไรแล้วเป็นนิ่งเฉยอยู่ไม่ได้ในตอนเด็กที่โซอิชิโรไม่ชอบใจ จมูกของรูปปั้นพระจิโซจึงทำให้โซอิชิโรเอาสิ่วมาตอกเพื่อแก้ให้รูปปั้นพระจิ โซหน้าตาดูดีขึ้นซึ่งความพิถีพิถันในเรื่องรูปร่างของวัตถุนี้ต่อมาในภาย หลังได้กลายมาเป็นรากฐานของการออกแบบผลิตภัณฑ์ฮอนด้าอันแปลกล้ำสมัย

โซ อิชิโรเป็นเด็กที่มีความมุมานะชอบทำอะไรให้สำเร็จมาตั้งแต่สมัยอยู่ชั้น ประถมเขาชอบพูดอยู่เสมอว่า“ถึงยังไงก็ต้องทำลูกเดียว”ซึ่งหมายความว่าไม่ว่า งานยากแค่ไหนก็ต้องลองทำดู“ทำลูกเดียว”ตอนที่โซอิชิโรเพิ่งเข้าโรงเรียน ประถมและยังว่ายน้ำไม่เป็นเขาคิดแต่เรื่องที่ว่าจะมีวิธีใดที่จะหัดว่ายน้ำ ให้เก่งๆทุกวันเมื่อได้ฟังคุณปู่เล่าเรื่องมนุษย์กินคนบนเกาะเมืองใต้โซอิชิ โรก็ได้ความคิดเกี่ยวกับวิธีหัดว่ายน้ำให้เก่งโดยการกินปลาเมดากะซึ่งว่าย น้ำเก่งโดยกลืนเข้าไปทั้งตัวทุกวันพลังของปลาเมดะอาจจะถ่ายทอดมาสู่ตัวคนกิน ก็ได้แต่โซอิชิโรก็ยังว่ายน้ำไม่เก่งสักทีเขาจึงได้ลองกลืนปลาฮายะที่ตัว ใหญ่กว่าแม้ว่ามันจะไม่ได้ช่วยอะไรกับโซอิชิโรเลยแต่ในที่สุดเขาก็ว่ายน้ำ เก่งจนได้

ความฝันในวัยเด็ก
โซอิชิโรหลงไหลในการทำงานของ เครื่องยนต์มากเขามักจะรบเร้าให้ปู่พาไปดูเครื่องจักรในโรงสีข้าวซึ่งในปี 2456มันยังคงใช้เครื่องจักรเป็นตัวขับเคลื่อนให้ทำงานเพียงอย่างเดียวต่อมา ก่อนที่โซอิชิโรจะเรียนจบชั้นประถมปลายในปีหน้าได้มีรถยนต์อเมริกันบุโรทั่ง คันหนึ่งแล่นผ่านเข้าไปในหมู่บ้านของเขาเป็นครั้งแรกซึ่งในสมัยนั้นแม้แต่ใน เมืองฮานามัตษุรถยนต์ก็ยังหายากไม่ค่อยมีให้เห็นมากนักเสียงของเครื่องจักร ปลุกเร้าให้โซอิชิโรวิ่งออกมาริมถนนและจ้องมองมันด้วยความชื่นชมระคน ตื่นเต้นจนกระทั่งมันลับหายไปและนี่คือจุดกำเนิดซึ่งเป็นความคิดสร้างสรรค์ อันบริสุทธิ์ของเด็กชายวัย8ขวบที่มีความมุ่งมั่นและวาดหวังไว้ว่าสักวันเขา จะสร้างรถยนต์ด้วยมือเขาเองให้ได้

ประสบการณ์ทำงาน
ด้วย ความที่โซอิชิโรอยากทำงานในอู่รถยนต์ทำให้เมื่อเขาเรียนจบชั้นประถมปลายโซอิ ชิโรจึงได้สมัครทำงานเป็นช่างฝึกงานซ่อมรถยนต์อยู่ที่บริษัทอาร์ตในโตเกียว ในระยะแรกโซอิชิโรต้องทำงานเลี้ยงเด็กกับงานจิปาถะโดยไม่ได้ฝึกงานซ่อมรถเลย ทำให้เขารู้สึกผิดหวังท้อแท้ขึ้นทุกวันถึงขนาดเคยหนีกลับบ้านแต่ก็ล้มเลิก ความตั้งใจและอดทนเป็นลูกมือฝึกหัดงานในอู่รถยนต์ต่อไปโดยมีช่างซ่อมรถรุ่น พี่ชื่อฮิโกะเป็นคนให้กำลังใจแก่โซอิชิโรจนวันหนึ่งในฤดูหนาวเกิดหิมะตกหนัก ในโตเกียวมีรถยนต์เข้ามาให้ซ่อมมากมายเจ้าของอู่ทำงานไม่ทันจึงสั่งให้โซอิ ชิโรช่วยทำงานง่ายๆซึ่งผลงานของเขาก็ได้รับการยอมรับจากเจ้าของอู่ดังนั้นโซ อิชิโรจึงได้รับผิดชอบงานมากขึ้นและได้ทำงานซ่อมรถที่ตัวเองปรารถนามากขึ้น และที่อู่รถยนต์นี้เองที่ได้ฝึกฝนให้โซอิชิโรได้กลายเป็นนายช่างที่มีฝีมือ ดี

ก่อนการก่อตั้งธุรกิจ
สภาพของธุรกิจในขณะนั้น
ในขณะ นั้นประเทศญี่ปุ่นมีสภาพเศรษฐกิจที่ดีมีการสร้างอาคารบ้านเรือนกันอย่างมาก มายประชาชนมีรายได้สูงทำให้ชนชั้นสูงส่วนใหญ่ในสังคมจะมีรถยนต์ใช้กันอย่าง แพร่หลายซึ่งทำให้รถยนต์ไม่ใช่ของแปลกแม้แต่ตามบ้านนอกก็ยังสามารถเห็นรถ ยนต์ได้ทั่วไป

สภาพของธุรกิจอู่ซ่อมรถในขณะนั้นแทบจะไม่มีการแข่งขัน เลยเนื่องจากการทำธุรกิจอู่ซ่อมรถจะต้องมีช่างซ่อมที่มีฝีมือในการซ่อมรถ เพื่อสามารถดึงดูดลูกค้าที่มาซ่อมรถได้แต่ในขณะนั้นช่างซ่อมรถยนต์ที่มี ฝีมือมีจำนวนไม่มากนักอีกทั้งลูกค้าส่วนมากก็จะมีอู่ซ่อมรถประจำอยู่แล้วจึง นิยมนำรถยนต์ไปซ่อมที่อู่ซ่อมรถประจำและลูกค้าจะไม่นำรถยนต์ไปลองซ่อมในอู่ ซ่อมรถยนต์ที่เพิ่งเปิดใหม่

ภาพเหตุการณ์ในขณะนั้น
หลัง จากที่โซอิชิโรได้เข้ามาฝึกงานที่อู่ซ่อมรถยนต์ของบริษัทอาร์ตโตเกียวได้5ปี แล้วทางอู่ได้ขยายกิจการออกไปจึงมีการรับเด็กใหม่เข้ามาฝึกงานและหัวหน้าได้ ให้โซอิชิโรกลับไปบ้านเกิดที่ฮานามัตษุเพื่อเปิดสาขาอู่ซ่อมรถยนต์ของบริษัท อาร์ตที่นั่น

โอกาสที่มองเห็น
ในขณะนั้นธุรกิจอู่ซ่อมรถ ยนต์แทบจะไม่มีการแข่งขันอู่ซ่อมรถในเมืองฮานามัตษุมีเพียง2-3แห่งเท่านั้น ขณะที่มีผู้ใช้รถยนต์กันเป็นจำนวนค่อนข้างมากเพราะเนื่องจากการทำธุรกิจอู่ ซ่อมรถยนต์จะต้องการช่างซ่อมที่มีฝีมือในการซ่อมรถเพื่อสามารถดึงดูดลูกค้า ที่มาซ่อมรถได้

แรงบันดาลใจที่ทำให้สร้างธุรกิจขึ้นมา
เนื่อง จากหัวหน้าที่บริษัทอาร์ตโตเกียวได้เห็นแววของโซอิชิโรว่าเขามีฝีมือดีพอที่ จะทำงานซ่อมรถยนต์ตามลำพังได้เมื่อหัวหน้าได้ขยายอู่ซ่อมรถให้ใหญ่ขึ้นจึง ได้สั่งให้โซอิชิโรกลับไปเปิดสาขาอู่ซ่อมรถของบริษัทอาร์ตที่ฮานามัตษุซึ่ง เป็นบ้านเกิดของโซอิชิโร

ซึ่งทำให้โซอิชิโรรู้สึกเชื่อมั่นในฝีมือ ของตนและเขายังมีความละเอียดถี่ถ้วนในการทำงานอย่างมากโซอิชิโรคิดว่าถ้าเขา ตั้งอู่ซ่อมรถยนต์ของตนเองขึ้นมาอู่ของเขาสามารถจะซ่อมรถยนต์ให้ลูกค้าได้ เป็นอย่างดีและจะทำให้มีงานซ่อมรถเข้ามาในอู่อย่างมากมาย

การก่อตั้งธุรกิจ
เมื่อจะเริ่มก่อตั้งธุรกิจโซอิชิโรได้ใช้เงิน ที่สะสมมาจากการทำงานที่อู่ซ่อมรถยนต์บริษัทอาร์ตโตเกียวนำมาใช้ซื้อเครื่อง มือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการซ่อมรถและได้เปิดอู่ซ่อมรถยนต์ขึ้นที่ตำบลโมโต ฮามะอำเภอฮามามัตษุโดยพนักงานในอู่ซ่อมรถยนต์ของโซอิชิโรมีเพียงเด็กรับใช้ จิปาถะเพียงคนเดียวเท่านั้น

อุปสรรคที่พบและทางแก้ไข
ใน ช่วงสงครามจีนญี่ปุ่นการควบคุมสินค้าในประเทศญี่ปุ่นเข้มงวดมากขึ้นทำให้รถ เก๋งกลายเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยซึ่งส่งผลให้ความฝันที่จะสร้างรถยนต์เองของโซอิ ชิโรเลือนหายไปไกลพนักงานผู้ชำนาญบางคนก็ถูกเกณฑ์ทหารบางคนก็แยกไปตั้งอู่ ของตนบริษัทอาร์ตจึงมาถึงจุดเปลี่ยนแปลงโดยโซอิชิโรต้องการจะเลิกโรงงานซ่อม รถยนต์และเปลี่ยนมาทำพิสตั้นริง(วงแหวนโลหะซึ่งมีความยืดหยุ่นสำหรับครอบใน ลูกสูบ)แทนเพราะต่อไปการควบคุมสินค้าจะเข้มงวดขึ้นทุกทีทำให้อะไหล่ต่างๆที่ ใช้ในการซ่อมรถจะขาดแคลนแต่ถ้าตัดสินใจเปลี่ยนไปผลิตพิสตั้นริงจะใช้วัสดุ น้อยกว่าและยังขายได้ราคาดีกว่าแต่พนักงานระดับบริหารก็คัดค้านทำให้แผนการ เปลี่ยนไปสู่งานผลิตของโซอิชิโรไม่สำเร็จซึ่งเหตุการณ์นี้ส่งผลให้โซอิชิโร ป่วยด้วยโรคปวดประสาทที่หน้าทำให้ต้องไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลและไปแช่น้ำแร่ จน2เดือนต่อมาพนักงานระดับบริหารคนสนิทของโซอิชิโรได้อธิบายเรื่องแหวนลูก สูบอย่างละเอียดและโน้มน้าวให้ผู้บริหารคนอื่นยอมเข้าใจและตกลงในการเปลี่ยน มาทำโรงงานผลิตพิสตั้นริงตามแผนของโซอิชิโรจนได้ซึ่งหลังจากโซอิชิโรได้รับ ข่าวดีโรคปวดประสาทซึ่งทรมานเขามานานก็หายเป็นปลิดทิ้งอย่างไม่น่าเชื่อ

แต่ ในการทดลองทำแหวนลูกสูบก็ประสบกับอุปสรรคอีกเพราะแหวนลูกสูบที่ทำขึ้นมาล้วน แต่มีข้อบกพร่องแม้จะแก้ไขใหม่หลายครั้งก็ยังใช้ไม่ได้โซอิชิโรเที่ยวสอบถาม ที่โน่นที่นี่เพื่อค้นหาสาเหตุในที่สุดเขาก็พบว่าสาเหตุมาจากแหวนลูกสูบขาด ซิลิคอนซึ่งทำให้เคลื่อนไหวได้ไม่ราบรื่นดังนั้นโซอิชิโรจึงต้องสมัครเป็น นักเรียนสมทบภาคค่ำที่โรงเรียนช่างอุตสาหกรรมฮานามัตษุเพื่อศึกษาเพิ่มเติม สิ่งใดที่โซอิชิโรไม่รู้เขาก็ยอมกราบกรานขอให้ผู้อื่นสอนโซอิชิโรเรียนและทำ วิจัยไปพร้อมกันหลังจากเริ่มทำการทดลองทำแหวนลูกสูบได้ประมาณ9เดือนก็ประสบ ความสำเร็จสามารถผลิตแหวนลูกสูบที่คุณภาพใช้ได้และโซอิชิโรได้ตั้งโรงงานไท โกเซกิขึ้นเพื่อผลิตวงแหวนลูกสูบจำนวนมากแต่โซอิชิโรก็ต้องประสบปัญหาด้าน คุณภาพของผลิตภัณฑ์อีกทำให้โซอิชิโรต้องเดินทางไปหาความรู้เพิ่มเติมอีกที่ มหาวิทยาลัยจักรพรรดิแห่งภาคอีสานซึ่งเป็นยอดแห่งวิชาด้านโลหะและโรงงาน เหล็กมูโรรังซึ่งเก่งด้านเทคโนโลยีในการผลิตกระบอกปืน

ในช่วงหลัง สงครามโลกครั้งที่2ประเทศญี่ปุ่นประสบภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่สุดทำให้ยอดขายรถ ของฮอนด้าลดลงอย่างมากและสินค้าหลักของฮอนด้ามีปัญหาคือรถรุ่นDreamทำให้ฮอน -ด้าจำเป็นที่จะต้องหันกลับมาผลิตรถรุ่นDream200ซีซีที่คนนิยมอีกเพื่อให้ รอดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้โดยฝ่ายบริหารจำเป็นต้องจัดประชุมผู้ส่ง วัสดุอุปกรณ์ให้ฮอนด้าเพื่อขอความร่วมมือในการที่ฮอนด้าจะชำระเงินค่าวัสดุ อุปกรณ์ที่สั่งมาเพียง30%ก่อนเท่านั้นและผู้ส่งวัสดุอุปกรณ์ทุกคนก็ให้ความ ร่วมมือกับทางฮอนด้าต่อมาโซอิชิโรก็สามารถหาต้นเหตุแห่งปัญหาของรถรุ่น Dreamที่มาจากคาร์บูเรเตอร์และดำเนินการแก้ไขปรับปรุงจนสำเร็จได้ทำให้ยอด ขายรถรุ่นDreamก็กลับฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง

ในช่วงที่บริษัทฮอนด้า สามารถครองความเป็นเจ้าในวงการรถสองล้อของโลกได้สำเร็จโซอิชิโรได้ทำตามเป้า หมายต่อไปของเขาคือรถ4ล้อและเพื่อเป้าหมายนี้โซอิชิโรได้แยกฝ่ายวิจัยออกมา ก่อตั้งเป็นสถาบันวิจัยเทคโนโลยีฮอนด้า(บริษัทจำกัด)เพื่อทำการวิจัยและ พัฒนารถสี่ล้อแต่ปรากฎว่าทางรัฐบาลกำลังจะมีการออกกฎหมายเพื่อป้องกันให้มี บริษัทผลิตรถยนต์4ล้อเพิ่มขึ้นอีกเพราะรัฐบาลเกรงว่าถ้าปล่อยให้มีผู้ผลิตรถ ยนต์4ล้อมากเกินไปจนเกิดการแข่งขันกันอย่างเกินขอบเขตจะทำให้พลังแข่งขันกับ ต่างประเทศของประเทศญี่ปุ่นตกต่ำลงดังนั้นบริษัทฮอนด้าจึงต้องเร่งผลิตรถ ยนต์4ล้อออกสู่ตลาดเพื่อเอาสิทธิในการผลิตให้ได้ก่อนด้วยเหตุนี้สถาบันวิจัย เทคโนโลยีฮอนด้าจึงลงมือวิจัยและพัฒนารถยนต์4ล้ออย่างเร่งด่วนและสามารถออก รถรุ่นแรกคือรถบรรทุกเล็กT360และรถสปอร์ตขนาดเล็กS360ได้ในที่สุดและเป็นการ ประกาศย่างก้าวเข้าสู่วงการรถยนต์ของฮอนด้า

แนวคิดในการดำเนินธุรกิจในช่วงเริ่มต้น
ช่วง เริ่มต้นโซอิชิโรดำเนินธุรกิจด้วยแนวคิดที่ต้องพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลาต้อง นำหน้าคนอื่นอยู่เสมอโดยงานที่ไม่มีใครทำเขาจะทำโซอิชิโรได้พยายามพันไดนาโม ใหม่จนสำเร็จสามารถชาร์จไฟได้ซึ่งในสมัยนั้นยังเป็นงานที่ไม่มีใครทำใน ญี่ปุ่นเพราะถ้าทำอะไรเหมือนคนอื่นชื่อเสียงของบริษัทอาร์ตต้องเสื่อมแน่ ซึ่งโซอิชิโรมักไม่พอใจในสภาพปัจจุบันเขาจะหมั่นปรับปรุงอยู่เสมอโดยต่อมาโซ อิชิโรได้ปรับปรุงซี่ล้อไม้ซึ่งบิดเบี้ยวง่ายไหม้ง่ายและยังใช้ไม่สะดวก เปลี่ยนมาทำซี่ล้อด้วยโลหะหล่อแทนซึ่งซี่ล้อเหล็กที่โซอิชิโรคิดค้นขึ้นนั้น ได้รับคำชมเชยมากเมื่อส่งไปในงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมแห่งชาติและยังผลิตส่ง ออกไปขายถึงประเทศอินเดีย

วิธีเอาชนะคู่แข่งที่เป็นเจ้าตลาด
โซ อิชิโรใช้การพัฒนารถของฮอนด้าอยู่ตลอดเวลาโดยทุ่มเททั้งประสบการณ์และความ คิดสร้างสรรรค์ของเขาเพื่อที่จะทำให้ฮอนด้าเป็นรถที่มีเทคโนโลยีที่ดีที่สุด เท่าที่มนุษย์จะพึงกระทำได้อีกทั้งโซอิชิโรยังต้องการที่จะทำให้รถของบริษัท ฮอนด้าก้าวขึ้นสู่ความเป็นระดับโลกด้วยส่งรถฮอนด้าเข้าร่วมการแข่งขันรถสูตร 1ฟอร์มูลาร์-วันที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงหลังจากลงสนามแข่งรถยนต์ได้2ปีรถของ ฮอนด้าก็สามารถก็สามารถคว้าชัยชนะเป็นครั้งแรกสำหรับF1กรังด์ปรีซ์ซึ่งเป็น การประกาศศักดาทางเทคโนโลยีของฮอนด้าให้โลกรับรู้

จุดพลิกผันของธุรกิจ
หลัง จากเมืองฮานามัตษุได้ถูกกองทัพอเมริกันทิ้งระเบิดอย่างหนักหน่วงจนกระทั่ง ถูกไหม้รายเป็นหน้ากลองสงครามก็ได้สิ้นสุดลงโซอิชิโรก็ขายสิทธิ์ในกิจการ บริษัทไทโกเซกิให้กับบริษัทโตโยดะไปหมดสิ้นและเขาได้เริ่มใช้ชีวิตเที่ยว เล่นตามสบายที่บ้านเดิมของภรรยาแต่ไม่นานนักโซอิชิโรก็เริ่มเบื่อการเที่ยว เล่นและเขาได้ซื้อโรงงานร้างจากบ้านเกิดและนำมาสร้างใหม่บนที่ดินของบริษัท โทโกเซกิเดิมที่เมืองฮานามัตษุและขึ้นป้ายในนามของ“สถานวิจัยเทคโนโลยี ฮอนด้า”ขึ้นมาโซอิชิโรได้ลองผิดลองถูกมาตลอดในการหาว่าจะผลิตสินค้าอะไรดีจน กระทั่งวันหนึ่งโซอิชิโรได้ผลิตรถจักรยานติดเครื่องยนต์ออกมาจำหน่ายและตลาด ได้ตอบรับรถจักรยานติดเครื่องยนต์นี้อย่างมากโดยมีการสั่งซื้อจนสถานวิจัย เทคโนโลยีฮอนด้าผลิตให้ไม่ทันทำให้สถานวิจัยฮอนด้าต้องจ้างพนักงาน12คนและทำ งานเต็มกำลังทุกวัน

ต่อมาชื่อเสียงของรถจักรยานติดเครื่องยนต์ขจรขจายก็เริ่มมีผู้ผลิตเลียนแบบแต่ทว่า
โซ อิชิโรได้พยายามไปข้างหน้าหนึ่งก้าวเสมอด้วยการพัฒนาเครื่องยนต์ติดรถ จักรยานแบบAขึ้นมาด้วยตนเองและต่อมาก็ได้พัฒนาจนสามารถผลิตรถจักรยานยนต์ รุ่นแรกของบริษัท(รุ่นDreamD)ออกมาจำหน่ายได้แม้ว่ายอดขายรถDreamDจะดีแต่ก็ ไม่สามารถเก็บเงินจากการขายสินค้าไปแล้วได้เป็นจำนวนมากจนกระทั่งมีเพื่อน สนิทซึ่งเข้าใจสภาพทางด้านการขายของบริษัทฮอนด้าแนะนำให้โซอิชิโรได้รู้จัก กับฟุจิซาวะซึ่งมีความสามารถทางด้านธุรกิจอย่างมากมาเป็นผู้ร่วมงานและช่วย วางรากฐานให้กับบริษัททั้งในด้านการจัดหาทุนเพื่อขยายและวางเครือข่ายการจัด จำหน่ายที่ดีให้แก่บริษัทฮอนด้าทำให้ช่วยลดภาระของโซอิชิโรลงได้อย่างมากและ ช่วยให้เขาได้ใช้พรสวรรค์ที่มีอย่างเต็มที่ในการพัฒนารถของฮอนด้าซึ่งต่อมา โซอิชิโรก็สามารถคิดค้นรถจักรยานยนต์รุ่นDreamซึ่งใช้เครื่องยนต์แบบ E(4จังหวะ146ซีซี)และรถจักรยานยนต์ติดเครื่องยนต์รุ่นใหม่CABF(เครื่องยนต์ 50ซีซี1.2แรงม้า)ออกมาได้โดยรถจักรยานยนต์2รุ่นนี้ของฮอนด้าได้รับความนิยม สูงมากทำให้โรงงานเดิมมีกำลังการผลิตไม่เพียงพอโซอิชิโรจึงต้องสร้างโรงงาน ใหม่เพิ่มขึ้นและมีการลงทุนด้านอุปกรณ์และเครื่องจักรอย่างมโหฬารส่งผลให้ บริษัทฮอนด้าได้กลายมาเป็นบริษัทผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ญี่ปุ่นได้ในที่สุด

การขยายธุรกิจ
เมื่อบริษัทฮอนด้า มีแผนการผลิตสินค้าใหม่ๆหลายอย่างออกมาซึ่งทำให้ต้องมีการซื้อเครื่องจักร จากต่างประเทศมาเพิ่มเติมราคาสูงถึง1,500ล้านซึ่งการลงทุนอุปกรณ์และเครื่อง จักรอย่างมโหฬารของบริษัทฮอนด้าครั้งนี้ทำให้บริษัทกลายเป็นผู้ผลิต จักรยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นแล้วนั้นโซอิชิโรได้ส่งรถจักรยานยนต์ของ ฮอนด้าเข้าแข่งT.T.Race(TouristRace)ที่เกาะแมนของอังกฤษซึ่งเป็นการแข่งขัน ระหว่างนักแข่งรถระดับยอดของโลกเพื่อชิงความเป็นเจ้าในด้านเทคนิคและความ เร็วเปรียบเหมือนโอลิมปิกของรถจักรยานยนต์เพื่อต้องการให้รถจักรยานยนต์ของ ฮอนด้าก้าวขึ้นสู่ระดับโลกโดยฮอนด้าได้สร้างแผนกวิจัยขึ้นเพื่อพัฒนารถแข่ง ขึ้นมาในระยะเวลา2ปีหลังจากนั้นรถจักรยานยนต์ของฮอนด้าก็สามารถคว้าแชมป์ของ การแข่งขันT.T.Raceที่เกาะแมนนั้นได้

เมื่อฮอนด้าสามารถครองความเป็น เจ้าในวงการรถสองล้อของโลกได้สำเร็จโซอิชิโรก็มีเป้าหมายต่อไปคือการผลิตรถ สี่ล้อเพื่อทำตามความฝันตั้งแต่เยาว์วัยของเขาโดยโซอิชิโรได้ทำการแยกฝ่าย วิจัยออกมาเพื่อก่อตั้งเป็นสถาบันวิจัยเทคโนโลยีฮอนด้า(บริษัทจำกัด)เพื่อทำ การวิจัยและพัฒนารถยนต์4ล้อจนในที่สุดฮอนด้าก็สามารถออกรถของบริษัทรุ่นแรก ได้คือรถบรรทุกเล็กT360และรถสปอร์ตขนาดเล็กS360

ที่มา http://www.metukyang.com/th/index.php?topic=3935.0